หมวด : พระเครื่อง ตลาดพระเครื่อง ศูนย์พระเครื่อง

เหรียญพระยาพิชัยดาบหัก รุ่นแรก 2513 เนื้อทองแดง บล็อก บ.ขาด กรอบทองคำ
ราคา : 12,000 ฿
ต้องการ : ขาย
ประเภทสินค้า : สินค้ามือสอง
รหัสสินค้า : 888811
ยี่ห้อ : เหรียญพระยาพิชัยดาบหัก รุ่นแรก 2513 เนื้อทองแดง บล็อก บ.ขาด กรอบทองคำ
รุ่น : เหรียญพระยาพิชัยดาบหัก รุ่นแรก 2513 เนื้อทองแดง บล็อก บ.ขาด กรอบทองคำ
วันที่ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2562 13:57:12
วันที่ประกาศ : 12 ก.ย. 2553 01:44:48
เข้าชม : 10,439 ครั้ง
IP : 171.101.33.1xx


ร้าน :
union 789 prathai พระแท้ Thai Buddhist Amulets Old

ชื่อผู้ประกาศ :
jack

E-Mail :

โทรศัพท์มือถือ :
081-6404457

ที่อยู่ :
เมือง

จังหวัด :

การติดต่ออื่นๆ :
e-mail, TEL

ความรู้เบื้องต้นในการซื้อสินค้า




เหรียญพระยาพิชัยดาบหัก รุ่นแรก 2513 เนื้อทองแดง บล็อก บ.ขาด กรอบทองคำ

มีอายุการสร้าง นับถึงปัจจุบัน 39 ปี เป็นพิธีมหาพุทธาภิเษกมหาจักรพรรดิ์ พิธียิ่งใหญ่รองจาก พิธี 25 พุทธศตวรรษเลยทีเดียว จากระยะนั้นถึงเวลานี้ ได้มีวัตถุมงคลอุบัติขึ้นหลายแบบ หลายประเภท และบางแบบ บางชนิด ได้ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งจะเป็นด้วยเหตุใดก็ไม่อาจทราบ หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะธุรกิจในเชิงพุทธพาณิชย์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ ทั้ง ๆ ที่จัดว่าเป็นของดีมีองค์ประกอบอยู่หลายประการคือ เจตนาการสร้างดี พิธีกรรมดี คณาจารย์ปลุกเสกดี และประสบการณ์ดี วัตถุมงคลประเภทหรือชนิดหนึ่งที่จะได้กล่าวถึงต่อไปนี้คือ เหรียญพระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดอุตรดิตถ์

เหรียญนี้เริ่มสร้างขึ้นภายหลังจาก ที่ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์พระยาพิชัย ดาบหัก ครบ 1 ปี เรื่องอนุสาวรีย์นี้ ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ได้เรียกร้องปรารถนาให้มีขึ้นนานแล้วแต่ไม่สำเร็จ ต่อมาถึงสมัยนายเวทย์ นิจถาวร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมีพ่อค้า ประชาชน ร่วมกันบริจาคทรัพย์เป็นทุนก่อสร้าง โดยไม่มีงบประมาณแผ่นดินของทางหน่วยงานราชการ มาเกี่ยวข้องเลย เป็นการเกิดจากกำลังศรัทธาอันแรงกล้า ของชาว จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ต้องการเทิดทูนเกียรติประวัติยอดวีรบุรุษผู้กล้าหาญ และเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์และประชาชนชาวไทย ซึ่งเก่งกล้าสามารถทั้งชั้นเชิงแม้ไม้มวยไทย และ ชั้นเชิงทางเพลงดาบ และเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่ง ท่านเป็นทัพหน้าในการออกศึกโจมตีข้าศึกทุกครั้ง คือ”ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก “ ท่านเป็นทหารเอกของพระเจ้าตากสิน มหาราช ในการกอบกู้เอกราช ของชาติไทย ปราบชุมนุมต่างๆ รวบรวมเป็นประเทศชาติไทย และปกป้องอธิปไตยให้พ้นจากข้าศึกศัตรู มาได้จนเป็นประเทศไทย ยอดมหาวีรบุรุษผู้กล้า ผู้สร้างบุญคุญให้กับแผ่นดินไทย มากระทั่งถึงทุกวันนี้ อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก ออกแบบและหล่อด้วยทองเหลืองและโลหะผสม โดยกรมศิลปากร ขนาดใหญ่กว่าคนในยุคปัจจุบันจริง 3 เท่า ในชุดนายทหารสมัยอยุธยาตอนปลาย ในลักษณะยืนถือดาบ 2 ข้าง มีผ้ามัดมือที่ถือด้ามดาบติดกับด้ามดาบ เพื่อป้องกันดาบหลุดจากมือ และดาบอีกข้างหนึ่งหักข้างขวา มีการวางศิลาฤกษอนุสาวรีย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ. ศ. 2511 จนก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดอย่างป็นทางการ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ. ศ 2512 และทางคณะกรรมการซึ่งมี ท่านพลโทสำราญ แพทย์กุล แม่ทัพภาคที่ 3 (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นประธาน นายเวทย์ นิจถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ขณะนั้น เป็นรองประธาน พร้อมด้วยคณะกรรมการที่ปรึกษาอันทรงเกียรติอีกหลายท่าน ได้ร่วมดำเนินงานการสร้างเหรียญพระยาพิชัยดาบหักขึ้น ออกแบบเหรียญโดยกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง โดยจำลองแบบมาจากอนุสาวรีย์

จากนั้นจึงจัดพิธีมหาพุทธาภิเษกขึ้น เป็นพิธีมหาจักรพรรดิ์ครั้งยิ่งใหญ่ ฃึ่งรองจาก พิธี 25 พุทธศตวรรษเลยทีเดียว โดยกราบทูลอาราธนา สมเด็จพระสังฆราช(จวน) วัดมกุฎกษัตริย์ กรุงเทพฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย พร้อมกันนี้ ทางคณะกรรมการผู้จัดสร้าง ได้กราบอาราธนา นิมนต์พระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณร่วมสมัย ซึ่งมีชื่อเสียงทรงวิทยาคุณ เป็นที่รู้จักกันดีจากจังหวัด ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น

1.สมเด็จ พระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏกษัตริย์ กรุงเทพฯ ทรงเสด็จมาเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย

2.หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง

3.หลวงพ่อจันทร์ วัดหาดสองแคว อ.ตรอน อุตรดิตถ์ (ท่านเก่งทุกด้าน ที่ลือลั่นไปถึง ต่างประเทศนั่นคือ กิเลนเงิน-กิเลนทอง นำโชค)

4.หลวงปู่ทองดำ วัดท่าทอง อ.เมือง อุตรดิตถ์

5.หลวงพ่อบุญ วัดน้ำใส อ.ลับแล อุตรดิตถ์

6.หลวงพ่อปี้ วัดลานหอย อ.ด่านลานหอย สุโขทัย

7.หลวงพ่อเกตุ วัดศรีเมือง อ.กงไกรลาศ สุโขทัย (ท่านดัง ด้านตะกรุดมหาสะท้อน )

8.หลวงปู่คำมี ถ้ำคูหาสวรรค์ ลพบุรี

9.หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ

10.หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค นครสวรรค์

11.หลวงปู่สี วัดถ้ำเขาบุญนาค นครสวรรค์ (ไม่ได้มานั่งปรกในพิธี แต่มี ชนวนแผ่นยันต์ ของท่าน)

12.หลวงปู่ดู่ วัดสะแก อยุธยา

13.หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี

14.หลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าศาลาลอย ชุมพร

15.หลวงปู่เม้า วัดสี่เหลี่ยม บุรีรัมย์

16.หลวงพ่อชื่น วัดมาบข่า ระยอง

17.หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก ระยอง

18.หลวงพ่อคร่ำ วัดวังหว้า ระยอง

19.หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี

20.หลวงพ่อทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์

21.พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ วัดดอนศาลา นครศรีธรรมราช

22.หลวงพ่อทิพย์ วัดโพธิ์ทอง บุรีรัมย์

23.หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม นครปฐม

24.หลวงพ่อมุม วัดปราสาทเยอเหนือ ศรีสะเกษ

25.หลวงพ่อแก้ว วัดช่องลม สมุทรสาคร

26.หลวงพ่อสิม วัดถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่

27.พระอาจารย์วัน วัดถ้ำอภัยดำรงค์ธรรม สกลนคร

28.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี

29.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี

30.หลวงปู่พริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู ลพบุรี

31.หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม นครปฐม

32.หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร

33.หลวงพ่อเอีย วัดบ้านด่าน ปราจีนบุรี

34.หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง นนทบุรี

35.หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร กรุงเทพ

36.หลวงพ่อทอง วัดก้อนแก้ว ฉะเชิงเทรา

37.หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม นครปฐม

38.หลวงปู่จันทร์ วัดศรีเทพฯ นครพนม

39.หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว นครปฐม

40.หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี สมุทรสาคร

41.หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง กรุงเทพฯ

42.หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว สุพรรณบุรี

43.หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง นครศรีธรรมราช

44.หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ นครปฐม

45.หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ อยุธยา

46.หลวงพ่อจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ นครศรีธรรมราช

47.หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ ((ไม่ได้มานั่งปรกในพิธี แต่มี ชนวนแผ่นยันต์ ของท่าน และอธิษฐานส่งจิตมา )

48.หลวงปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล อุดรธานี

49.หลวงปู่หนู วัดทุ่งแหลม ราชบุรี

50.หลวงพ่อนารถ วัดศรีโลหะราษฎร์บำรุง กาญจนบุรี

50.หลวงพ่อมี วัดซำป่างาม ฉะเชิงเทรา

51.หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ อยุธยา

52.ครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง เชียงใหม่

53.หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง อยุธยา

54.หลวงพ่อผาง วัดอุดมคงคาคีรีเขต ขอนแก่น

55.ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี เชียงใหม่

56.หลวงพ่อโอด วัดจันเสน นครสวรรค์

57.หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ สุพรรณบุรี

58.หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ นครราชสีมา

59.หลวงพ่อเส็ง วัดบางนา ปทุมธานี

60.หลวงปู่เครื่อง วัดเทพสิงห์หาร อุดรธานี

61.หลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง สระบุรี

62.พระครูเมตยานุรักษ์ วัดวชิราลงกรณ์ นครราชสีมา

63.พระครูสัมฤทธิ์ วัดอู่ทอง สุพรรณบุรี

64.พระวิบูลเมธาจารย์ (เก็บ) วัดดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี

65.หลวงพ่อเที่ยง วัดม่วงชุม กาญจนบุรี

66.พระครูกาญจโนปมคุณ (ลำไย) วัดลาดหญ้า กาญจนบุรี

67.หลวงพ่อเจริญ วัดทองนพคุณ เพชรบุรี

68.พระครูไพศาลคณารักษ์ วัดไร่ขิง นครปฐม

69.หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย นครนายก

70.หลวงพ่อสีหมอก วัดเขาวังตะโก ชลบุรี

71.พระครูศรีสัตตคุณ วัดสัตหีบ ชลบุรี

72.หลวงปู่บุญทัน วัดประดู่ศรี ปราจีนบุรี

73.พระอาจารย์สุบิน วัดถ้ำไก่แก้ว นครราชสีมา

74.หลวงพ่อมิ วัดสะพาน ธนบุรี

75.พระครูพิชัยณรงค์ฤทธิ์ วัดคอกหมู กทม.

76.พระอาจารย์บำเรอ วัดปากน้ำภาษีเจริญ กทม.

77.พระญาณวิริยาจารย์ วัดธรรมมงคล กทม.

78.พระครูพิทักษ์เขมากร วัดท่าเกวียน ฉะเชิงเทรา

79.หลวงพ่อสุด วัดกาหลง สมุทรสาคร

80.หลวงพ่ออินเทวดา วัดลาดท่าใหม่ จันทบุรี

81.หลวงพ่ออินทร์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม.

82.หลวงพ่อกลั่น วัดอินทาราม อ่างทอง

83.หลวงพ่อสาย วัดจันทรเจริญสุข

84.หลวงพ่อไปล่ วัดดาวเรือง ปทุมธานี

85.หลวงพ่อแดง วัดดอนยอ นครปฐม

86.หลวงพ่อเพชร วัดดงยาง ฉะเชิงเทรา

87.หลวงปู่สี วัดสะแก อยุธยา

88.หลวงพ่อคง วัดบ้านสวน พัทลุง

89.หลวงพ่อเขียว วัดหรงบล นครศรีธรรมราช

90.หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน นครศรีธรรมราช

91.หลวงพ่อเกตุ วัดเกาะหลัก ประจวบคีรีขันธ์

92.หลวงพ่อโด่ วัดนามะตูม ชลบุรี

93.หลวงพ่อเปลี่ยน วัดใต้ กาญจณบุรี

94.หลวงพ่อ อุตมะ วัดวังวิเวการาม กาญจณบุรี

95.หลวงพ่อหว่าง วัดท่าพุทรา กำแพงเพชร(ท่านดังเรื่องตะกรุด)

96.ครูบาวัง วัดบ้านเด่น จ.ตาก

97.หลวงพ่อทองสุข วัดโพธิ์ทรายทอง บุรีรัมย์

98.หลวงพ่อจ้อย วัดศรีอุทุมพร นครสวรรค์

99.หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม ชัยนาท

100.หลวงพ่อโอด วัดจันเสน นครสวรรค์

101.หลวงพ่อเกษม เขมโก ลำปาง

102.หลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ อยุธยา

103.หลวงพ่อกลั่น วัดเขาอ้อ พัทลุง

104.หลวงปู่ม่น วัดเนินตามาก ชลบุรี

105.หลวงปู่บุญทอง พัทลุง

106.หลวงพ่อหรั่ง พิษณุโลก

107.หลวงปู่อ่อน พิษณุโลก

108.หลวงพ่อรอด พิษณุโลก

109.หลวงพ่อทา วัดดอนตัน จ.น่าน

110.พระอาจารย์ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร สกลนคร

111.พ่อท่านบุญรอด วัดประดู่พัฒนาราม นครศรีธรรมราช

112.หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก สุพรรณบุรี

113.หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช อยุธยา

114.หลวงพ่อผาย วัดอรัญญิการาม อ.เมือง อุตรดิตถ์

115.หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย สุพรรณบุรี

และคณาจารย์ต่างๆที่ไม่ได้กล่าวนามอีกหลายท่าน มานั่งปรกอธิษฐานจิตมหาพุทธาภิเษกในพิธีครั้งนี้ ตามรายนามที่กล่างมาทั้งหมดนี้ บางท่านอาจมาไม่ครบ 100 % แต่มีชนวนแผ่นยันต์ของทุกๆท่านที่กล่าวรายนามทั้งหมดทุกๆท่าน 100% แน่นอน แต่ก็ประมาณ 90% ที่มานั่งปรกอธิษฐานจิตปลุกเสก ตามหมายกำหนดซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2513 ดังนี้ มีการรำมวยชกมวยไทย รำดาบและฟันดาบจากสำนักดาบพุทธไธสวรรค์ ต่อหน้าอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก เวลา 14.30 น. พระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมทั้งหมดพร้อมที่ ปะรำมลฑลพิธี เวลา 15.00 น. พระราชครูวามเทพมุณี ฝ่ายพราหมณ์ ได้ทำพิธีบวงสรวงสักการะดวงวิญญาณพระยาพิชัยดาบหัก กับบวงสรวงสักการะเหล่าเทพยาดาทั่วจักรวาล อนันตจักรวาล และบูชาฤกษ์ เป่าสังข์ เคาะบัณเฑาะว์ และลั่นฆ้องชัย เวลา 15.27 น. สมเด็จพระสังฆราช (จวน) ทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทำพิธีจุดเทียนชัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ แล้วสมเด็จพระสังฆราชทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ในมลฑลพิธี ขณะเดียวกันก็เกิดปรากฏการณ์ พระอาทิตย์ทรงกลดและมีฝนตกเป็นละอองเบาบาง ทั้งๆที่เป็นฤดูหนาวและไม่มีเค้าว่าฝนจะตกเป็นอัศจรรย์ ประหนึ่งว่าเหล่าเทพยาดาทั่วจักรวาล อนันตจักรวาล ได้รับรู้ ในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ได้ประพรมประสาทพรด้วยน้ำทิพย์อันศักดิ์สิทธิ์ บรรดาผู้ร่วมพิธีต่างปิติยินดี ในปรากฏการณ์ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งถึงเวลา 19.30 น. เริ่มพิธีมหาพุทธาภิเศก พระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมทั้งหมด เข้านั่งปรกอธิษฐานจิต ในมลฑลพิธีมหาพุทธาภิเษก สลับกับ การสวดมหาจักรพรรดิ์ราชาธิราช โดยพระพิธีธรรมจาก สำนักวัดราชนัดดารามวรวิหาร กรุงเทพฯ จำนวนสองชุดละ 8 รูป จนตลอดรุ่ง จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 เวลา 06.10 น. กระทำพิธีดับเทียนชัย

หลังจากนั้นทางคณะกรรมการได้เปิดจำหน่ายเหรียญพระยาพิชัยดาบหักในงานประจำปีที่

กำหนดขึ้นระหว่าง วันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ 2513 เพื่อให้ผู้มาเที่ยวงานได้บูชากันเป็นการน้อมรำลึกถึง บรรพบรุษผู้กล้าหาญของชาติท่านหนึ่ง นั่นคือ “ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก “ซึ่งเก่งกล้าสามารถทั้งชั้นเชิงแม้ไม้มวยไทยและชั้นเชิงทางเพลงดาบ และท่านเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่งของพระเจ้าตากสิน มหาราช ท่านจะเป็นทัพหน้าในการออกศึกโจมตีข้าศึกทุกครั้ง คือ”ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก “ ท่านเป็นทหารเอกของพระเจ้าตากสิน มหาราช คู่พระทัยในการกอบกู้เอกราช ของชาติไทย ปราบชุมนุมต่างๆ รวบรวมเป็นประเทศชาติไทย และปกป้องอธิปไตยให้พ้นจากข้าศึกศัตรู มาได้จนเป็นประเทศไทยถึงทุกวันนี้ ลักษณะของเหรียญเป็นเหรียญปั๊มรูปไข่ ออกแบบเหรียญโดย กองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ด้านหน้า มีรูปพระยาพิชัยดาบหัก ในชุด แม่ทัพนายทหารสมัยอยุธยาตอนปลาย ยืนถือดาบ 2 ข้างส่วนข้างขวาหัก 1 ข้าง ซึ่งกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ จำลองแบบมาจากอนุสาวรีย์ มีผ้ามัดมือที่ถือด้ามดาบติดกับด้ามดาบ เพื่อป้องกันดาบหลุดจากมือ และดาบอีกข้างหนึ่งหักข้างขวา มุมขอบข้างล่างปรากฎตัวหนังสือไทยว่า “พระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดอุตรดิตถ์ “ ด้านหลังได้อัญเชิญ มหายันต์ อันศักดิ์สิทธิ์ ต่างๆเช่น มหายันต์ เกราะเพชร หรือ ยันต์อิติปิโส 8 ทิศ หรือ ยันต์กระทู้ 7 แบก ของอาจารย์แจง ชาวสวรรคโลก จ.สุโขทัย ซึ่งได้สืบทอดมาจาก ตำราเก่าแก่ซึ่งได้สืบทอดมาจากตำราของพระร่วงเจ้า แห่งอาณาจักรสุโขทัย อาจารย์ฆาราวาส ของ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยุธยา มหายันต์ ของหลวงพ่อเต๋ คงทอง หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
นครปฐม และหลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย สุพรรณบุรี

เรียกว่ายันต์ไตรสรณะคม

มหายันต์มะอะอุ มหายันต์หัวใจมนุษย์ มหายันต์พระเจ้า 5 พระองค์ มหายันต์พุทธซ้อน มหายันต์เฑาะว์ มหายันต์ฤษี ฤาฤา ประกอบอักขระขอมและยันต์ตัวนะต่าง ๆ พร้อมกับมีตัวหนังสือ ๑ ก.พ. ๒๕๑๓ ด้านล่างเหรียญ

ในการสร้างเหรียญพระยาพิชัยดาบหัก ครั้งแรกนี้ ทางคณะผู้ดำเนินการสร้างได้เตรียมการสร้างอย่างดีที่สุด ดังนั้นเพื่อให้สมกับเป็นเหรียญยอดวีรบุรุษนักรบผู้เก่งกล้า ทั้งแม้ไม้มวยไทยและชั้นเชิงเพลงดาบ ร่วมกับพระเจ้าตากสินมหาราชกู้เอกราช และรวบรวมชาติไทย โดยคณะกรรมการได้ส่งแผ่นโลหะทองคำ เงิน และทองแดง ไปอาราธนาให้คณาจารย์ผู้ทรง คุณวุติแก่กล้าทางวิทยาคมทุกท่านทั่วประเทศที่ได้ลงรายนามไว้ข้างต้นทุกๆท่าน ช่วยเมตตาลงอักขระเลขยันต์ต่าง ๆ ในแผ่นโลหะต่างๆ ทั้งแผ่นทองคำ แผ่นเงิน และแผ่นทองแดง เพื่อที่จะนำมาหลอมเป็นชนวนอักขระเลขยันต์ต่าง ๆ โลหะศักดิ์สิทธิ์ยังมีการรวบรวมเอาตะกรุดและชนวนวัตถุมงคลรุ่นเก่า ๆอีกเป็นจำนวนมากผสมเพิ่มเติมอีกด้วย มารีดเป็นแผ่นโลหะพร้อมที่จะนำไปปั้มเป็นเหรียญ โดยแบ่งเหรียญโลหะออกเป็นสามชนิดคือ ทองคำ เงิน และทองแดง เรียกว่าเหรียญพระยาพิชัยดาบหัก ปี 2513 นี้ ดีทั้งในคือชนวนมวลสารดี และดีทั้งนอกคือเจตนาการสร้างดี พิธีดี คณาจารย์พุทธาภิเศกดี เลยทีเดียว มีจำนวนการสร้างเหรียญดังนี้

1.เนื้อทองคำสร้างจำนวน 189 เหรียญ สร้างไว้เท่าจำนวน 189 ปีที่พระยาพิชัยดาบหักถึงแก่อสัญกรรม ถึงพ.ศ.2513 ให้บูชาราคาเหรียญละ 999 บาท (สมัยนั้นราคาทองคำบาทละ 450 บาท )

2.เนื้อเงินสร้างจำนวน 999 เหรียญ ให้บูชาราคาเหรียญละ 99 บาท (ราคาสมัยนั้น)

3.เนื้อทองแดงสร้างจำนวน 99,999 เหรียญ บางเหรียญมีกะหลั่ยทองด้วย ไม่ทราบจำนวนกะหลั่ยทอง ให้บูชาราคาเหรียญละ 9 บาท (ราคาสมัยนั้น)

ดังนั้น... จะสังเกตุเห็นเหรียญทองแดงบางเหรียญที่มี ชนวนยันต์ มากๆ จะเห็นเป็นรอยเสี้ยน ลายๆ เป็นแนวๆ ปรากฏให้เห็นอยู่ จึงทำให้ดูง่าย ยิ่งๆขึ้น

เหรียญพระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดอุตรดิตถ์ รุ่นแรก ๒๕๑๓ แบ่งออกเป็น 2 บล๊อกพิมพ์ คือ บ.ขาด และ บ.เต็ม(เส้นขีดด้านล่างของ บ.) คือ บ.ของคำว่า “ดาบ” ส่วนด้านหน้าเหรียญพระยาพิชัยดาบหัก ตรงไหล่ซ้ายจะมีจุดไข่ปลา 1 จุด และยันต์ต่างๆ ด้านหลังเหรียญ จะเหมือนกันหมด จะแตกต่างกันที่บ.ขาด และบ.เต็ม เท่านั้น และบล๊อกแม่พิมพ์ทั้ง 2 บล๊อกได้ถูกเจียรทำลายไปทั้งหมด ราคาเช่าหา เหรียญพระยาพิชัยดาบหัก ในปัจจุบันยังไม่แพงนัก ของปลอมมีระบาดมานานแล้วต้องระวัง มีหลายฝีมือ แต่ ถ้าเช็คที่ขอบตัดของแม่พิมพ์ปั้ม ที่ขอบเหรียญ จะชี้ขาดได้ทันที ว่าเก๊ หรือ แท้ ของปลอม หรือของเก๊ ที่ถอดแบบ Computer ก็ยังไม่สามารถ จะทำขอบเหรียญได้ เหมือนของแท้ได้ เพราะเหรียญทั้งหมดนี้ได้ทำการปั้มที่ กองกระษาปณ์ กรมธณารักษ์ กระทรวงการคลัง ปั้มตามจำนวนอย่างแท้จริง จึงทำให้เก็บสะสมอนุรักษ์ไว้ ได้เหมาะสมและเล่นง่ายขึ้น และไม่ได้จ้างโรงงานปั้ม เป็นแสนเป็นล้าน ปั้มจำนวนเกิน นอกพิธี เสริมแล้ว เสริมอีก เหมือนสมัยนี้ ทำเป็นพาณิชย์ เหมือนอย่างสมัยนี้

ที่อุตรดิตถ์นิยม บล็อก บ.เต็ม ซึ่งเป็นบล็อกปั้มเหรียญทองคำ และบล็อกปั้มเหรียญเงิน แต่ที่กรุงเทพ นิยม บล็อก บ.ขาด

จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่า ทำไมเหรียญ พระยาพิชัยดาบหัก รุ่นแรก 2513 จึงเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เมื่อ 30 ปีก่อน เหรียญพระยาพิชัยดาบหัก 2513 รุ่นแรกนี้ ก็มีชื่ออยู่ในสาระบบเหรียญที่มีประสบการณ์ดี เจตนาการสร้างดี พิธีกรรมดี คณาจารย์ปลุกเสกดี เรียกว่าเหรียญนี้ดีทั้งใน และ นอก มีประสบการณ์มากมาย เช่น ทหารค่ายพระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ที่ได้รับแจกเหรียญ พระยาพิชัยดาบหัก ทุกคนได้ออกปฎิบัติการปราบปราม ผกค.ที่ สมรภูมิ ทุ่งช้าง จ.น่าน สมรภูมิ ยุทธการเชียงของ เชียงคำ จ.เชียงราย สมรภูมิยุทธการภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก และสมรภูม ยุทธการเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นฐานและกองบัญชาการใหญ่ของ ผ.ก.ค. ทางภาคเหนือ ได้มีการปะทะและถูกลอบโจมตีของกองกำลัง ผ.ก.ค. ต่างก็มีประสบการณ์เช่น บ้างก็ถูกยิงไม่เข้าบ้าง ระเบิดไม่ทำงานบ้าง บ้างก็ถูกกระสุนปึน ค. ซึ่งเป็นกระสุนระเบิดไม่แตกบ้าง แตกแต่ไม่เข้าบ้าง และถูกยิงไม่ถูกบ้าง รอดพ้นภยันตรายปลอดภัยทุกคน และเป็นช่วงเดียวกับ สงครามเวียดนามและลาว ในสมัยจอมพลถนอม กิติขจร ได้ส่งหน่วยกองกำลังทหารไทยทุกภาค ฃึ่งทหารไทยมีบทบาทสำคัญที่สุดในศึกสงครามเวียดนามและลาว เพราะภูมิประเทศของประเทศเวียดนามและลาวเป็นป่าเขาเหมือนกับประเทศไทย กองกำลังเวียดนามเหนือหรือเวียดกงจะกลัวกองกำลังทหารไทยมากที่สุด เพราะทหารไทยชินกับสมรภูมิภูมิประเทศแบบนที่เหมือนกันนี้อยู่แล้ว ซึ่งมีทหารค่ายพระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ด้วยไปร่วมรบ กับหน่วยรบขององค์การสหประชาชาติ อันมีอเมริกาเป็นตัวหลัก หรือตัวเอ้ สนับสนุนทั้ง กำลังทหาร กำลังเงินและอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อป้องกันประเทศเวียดนามใต้ ให้รอดพ้นจาก ลัทธิคอมมิวนิสต์ ของประเทศเวียดนามเหนือ อันมีรัสเซียเป็นตัวหลัก หรือตัวเอ้ สนับสนุนทั้ง กำลังทหาร กำลังเงินและอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่นกัน หน่วยกองกำลังทหารจากทหารค่ายพระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ที่ได้รับแจกเหรียญ พระยาพิชัยดาบหัก ได้ออก ปฏิบัติการยุทธการ ที่ สมรภูมิเวียดนามและสมรภูมิลาว ได้มีประสบการณ์ ในการปะทะกับกองกำลังทหารเวียดนามเหนือ หรือเวียดกง และถูกลอบโจมตีจากกองกำลัง

เวียดกง บ้างก็ถูกระเบิดเคโมไม่ระเบิดบ้าง ก็ถูกยิงไม่เข้าบ้าง ระเบิด และ จรวด ด้านไม่ทำงานบ้าง และถูกยิงไม่ถูกบ้าง หลายครั้งหลายคราวรอดปลอดภัยกลับมาที่แผ่นดินเกิดกันทุกคน และไม่ว่าประสบการณ์ท้องถิ่น คือถูกยิงไม่ออกบ้าง ถูกยิงไม่เข้าบ้าง และ บ้างก็รอดปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางการจราจร และรอดปลอดภัย อุบัติเหตุต่างๆ บ้าง

มากมายทีเดียว เหรียญนี้เป็นที่หวงแหนของคนจังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดใกล้เคียง ภาคเหนือตอนล่าง กันมากทีเดียว เพราะมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์นับครั้งไม่ถ้วน และอนุสาวรีย์ ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก ก็ทรงความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลังยิ่งนัก ใครเดือนร้อนมีทุกข์ต่างๆ ต่างก็ได้จุดธูปเทียนบนบานศาลกล่าวต่อหน้าอนุสาวรีย์ ให้ท่านช่วยให้พ้นความเดือนร้อน และ พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ต่างก็ได้รับความสมหวังกันทั่วหน้า และได้มาแก้บนตามที่ตนบนบานไว้ ส่วนมากก็จะแก้บนด้วย อาหารคาวหวาน สุรา การชกมวย ฟันดาบ และตีไก่ ต่อหน้าอนุสาวรีย์ มีพ่อแม่ของเด็กหนุ่มที่เตรียมจะเกณฑ์ทหาร ได้จุดธูปเทียนบนบานขออย่าให้ลูกเป็นทหาร แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์มากก็คือ ใครก็ตามที่ได้บนบานขออย่าให้ลูกเป็นทหารนั้น ลูกชายของเขาเหล่านั้นทุกคนต้องจับใบแดงได้เป็นทหารกันทุกคน คงจะเป็นเพราะท่านเป็นทหาร ท่านชอบทหาร ท่านเลยดลบันดาลให้ลูกชายของเขาเหล่านั้นเป็นทหารรับใช้ชาติกันซะเลย

ในหนังสือที่ระลึกพิธีปลุกเสกเหรียญพระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดอุตรดิตถ์ มีข้อความที่”ท่านพลโทสำราญ แพทย์กุล” บันทึกเรื่องราวถึงเหตุการณ์อันประทับใจที่สุด เกี่ยวกับพระยาพิชัยดาบหักไว้ซึ่งมีความโดยย่อว่า เมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ไปเป็นประธานทอดผ้าป่าที่ วัดดอนขมิ้น จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีชายผู้ซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อนนำ ผ้าไตรกับเงินและแหวนมามอบให้ พร้อมกับกล่าวว่าพระยาพิชัยดาบหัก สั่งให้นำมาร่วมอนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วย ส่วนแหวนให้เก็บรักษาไว้และจะได้พบกับเจ้าของแหวนในไม่ช้านี้ ท่านพลโทสำราญ แพทย์กุล จึงสอบถามดูก็ปรากฏว่าชายผู้นั้นมาจากสำนักทรงแห่งหนึ่งในเมืองกาญจนบุรี ซึ่งได้สร้างความงุนงงและประหลาดใจแก่ท่านมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 ท่านย้ายมารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 3 และเดินทางมายังจังหวัดอุตรดิตถ์ เห็นรูปอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก ที่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ ความรู้สึกวูบขึ้นมาทันทีว่า “นี่เองหนอ คือเจ้าของแหวนที่ชายผู้นั้นมอบให้ “ จึงได้เกิดความประทับใจและเชื่อมั่นมาในทันทีว่า ถึงแม้ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก จะถึงแก่ อสัญญกรรมไปนานแล้ว ท่านยังส่งกระแสวิญญาณและอิทธิฤทธิ์ มาให้กำลังใจ ห่วงใยลูกหลานชาวไทย และปกป้องผืนแผ่นดินไทยอยู่เสมอ

จะขอกล่าวประวัติของพระยาพิชัยดาบหักโดยย่อดังนี้ ท่านมีนามเดิมว่า จ้อยหรือนายทองดี ฟันขาว เกิดในปลายสมัยอยุธยา ราว พ.ศ. 2284 ที่บ้านห้วยคา เมืองพิชัย (ปัจจุบัน เป็นอำเภอในจังหวัดอุตรดิตถ์ ) ไม่สามารถทราบนามบิดา-มารดาได้ ศึกษาเรียนหนังสืออยู่กับพระครูวัดมหาธาตุ (วัดใหญ่ ) มีอุปนิสัยรักการต่อสู้ในเชิงแม่ไม้มวยไทยและเชิงดาบ ต่อมาเกิดมีเรื่องกับนายเฉิดลูกชายเจ้าเมืองพิชัย

จึงเป็นเหตุให้ต้องหนีออกจากเมืองพิชัย ไปเผชิญชีวิตด้วยความลำเค็ญขณะมีอายุได้ 15 ปี ได้ท่องเที่ยวไปตามหัวเมืองต่าง ๆ และฝึกหัดเพลงมวยเชิงแม่ไม้มวยไทยไปด้วย โดยเรียนวิชามวยกับครูเที่ยง ที่บ้านแก่ง เป็นคนแรก โดยบอกกับครูเที่ยงที่บ้านแก่งว่า ชื่อนายทองดี เพราะกลัวว่าเจ้าเมืองและบิดามารดา จะรู้แล้วถูกติดตามตัวไปรับโทษ เนื่องจากคนสมัยนั้นนิยมกินหมากกันทุกคนแต่ท่านไม่กินหมาก ผู้คนทั่วไปจึงเรียกท่านว่า นายทองดีฟันขาว เรียนวิชามวยกับครูเที่ยง จนเจนจบทุกกระบวณท่าแม่ไม้มวยไทย จากครูเที่ยงจนหมดไส้หมดพุง เลยทีเดียว แล้วท่านก็ลาครูเที่ยง ไปเรียนวิชามวยกับครูเมฆที่ท่าเสา เป็นคนที่สองเรียนกับครูเมฆจนจบครูเมฆสอนวิชาให้จนหมดวิชาที่จะสอนให้แล้ว ท่านก็ลาครูเมฆไปเรียนเรียนเพลงดาบที่สำนัก ดาบเมืองสวรรคโลกจนเป็นผู้เชี่ยวชาญมีฝีมือฟันดาบอันเลื่องลือ จากนั้นท่านได้มาฝึกหัดมวยจีนกับครูมวยจีนแต้จิ๋วที่ วัดธานีในเมืองสุโขทัย นายทองดีฟันขาวนั้นขวนขวายไฝ่หาวิชาความรู้ ที่จะแสวงหาวิชามาใส่ตนเสมอ นายทองดีจึงมีฝีมือทั้งชั้นเชิงแม่ไม้มวยไทยและชั้นเชิงในเพลงดาบอันเลื่องชื่อระบือไกล จึงมีเด็กหนุ่มวัยรุ่นขอเรียนวิชาทั้งมวยและฟันดาบกับนายทองดี จำนวนมาก ในขณะนั้นก็มีเด็กชายบุญเกิด อาศัยอยู่ที่วัดธานีมาขอตัวเป็นศิษย์และบุตรบุญธรรม และเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกับท่านในภายหลัง ต่อมามีได้มีคนจีนคนหนึ่ง ต้องการหาเพื่อนเดินทางไปเมืองตากด้วยกัน จึงมาชวนนายทองดีฟันขาวและนายบุญเกิดไปเป็นเพื่อนร่วมทางด้วยเส้นทางระหว่างเมืองสุโขทัยไปเมืองตากสมัยนั้นมีเสือชุกชุมเป็นอันมาก ในระหว่างทางที่พักแรมเสือได้เข้ามากัดนายบุญเกิด แล้วลากนายบุญเกิดเข้าป่า นายทองดีคว้าดาบได้ก็วิ่งไล่ตามเสือไป ได้ต่อสู้กับเสือช่วงจังหวะเสือปล่อยนายบุญเกิดแล้วกระโจนเตรียมจะตะปบและอ้าปากจะกัดนายทองดีๆใช้ดาบแทงสวนเสือเข้าปากเสือบาดเจ็บหนีไป นายทองดีแบกนายบุญเกิดกลับมารักษาพยาบาลได้ วันต่อมามีชาวบ้านไปพบเสือนอนตายในลักษณะมีดาบปักคาปากเสือเกือบมิดด้าม ต่อมารู้ว่านายทองดีสู้กับเสือด้วยดาบเล่มเดียวโดยใช้ดาบต่อสู้เสือเพียงดาบแค่เล่มเดียวเท่านั้น กิตติศัพย์ของนายทองดี ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว จนแพร่ไปถึงเมืองตาก เมื่อถึงเมืองตากก็มาพักอยู่วัดแห่งหนึ่ง ขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยังมียศเป็น พระยาตาก เป็นเจ้าเมืองตากอยู่ได้นำข้าราชการมาทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ที่วัดแห่งนี้ทางวัดได้จัดงานมีการแข่งขันชกมวยขึ้น โดยมีพระยาตากสินเป็นประธาน นายทองดีจึงเปรียบมวยได้คู่ต่อสู้คนหนึ่ง แต่ได้มีคนไปบอกนายทองดีว่าคู่ชกของนายทองดีเป็นครูมวยมีอิทธิพลนิสัยนักเลงและมีพรรคพวกมาก ถึงแม้จะชกชนะเขาได้ก็จะเดือดร้อนเป็นอันตราย ไม่ปลอดภัย นายทองดีไม่อยากจะมีเรื่องมีปัญหากับคนท้องที่ จึงเก็บตัวเงียบที่กุฎิเจ้าอาวาส ขณะที่ถึงคู่ชกของนายทองดี กรรมการได้ประกาศชื่ออยู่นานก็ตามหาตัวไม่พบ พระยาตาก(สิน) จึงให้ทหารตามหาตัวก็ไปพบที่กุฎิเจ้าอาวาส เมื่อทราบว่าที่นายทองดีไม่ยอมมาชก ก็เพราะกลัวอิทธิพลของครูมวยคนนี้ เมื่อชนะคู่มวยคนนั้นแล้วพรรคพวก และลูกศิษย์ของครูมวยคนนั้นจะรุมทำร้าย พระยาตาก(สิน)ให้ทหารไปบอกให้มาชกและจะรับประกันความปลอดภัยให้ทั้งหมด นายทองดีจึงยอมมาชกปรากฏว่าไม่ทันถึงยกนายทองดีก็ชนะอย่างงดงาม คือ น็อคครูมวยคนนั้นจบสลบเหมือด และเปรียบคู่ชกที่เป็นครูมวยอีกคนใหม่ เข้าชกมวยกับครูมวยที่มีฝีมืออีกคนหนึ่ง ไม่ทันสองยกคนมวยผู้นั้นก็ถูกน็อคอีก พระยาตากให้เอาครูมวยในสังกัดท่านที่มีร่างใหญ่กว่าเข้าชกกันใหม่ ไม่ทันสองยกก็แพ้อีก พระยาตากชอบใจว่าเป็นผู้มีฝีมือเยี่ยม หาผู้มาต่อสู้ด้วยไม่ได้ สอบถามดูก็รู้ว่า คือผู้ที่ฆ่าเสือตายด้วยดาบเล่มเดียว และเคยเรียนรู้หนังสือมา และมีความรู้ด้วย เลยรับตัวไว้เป็นทหารใช้สอย และเป็นทหารเอกคนใกล้ชิดติดตามไปในการศึกอยู่ตลอด จนนายทองดีอายุ 21 ปีพระยาตากก็จัดงานอุปสมบทให้เป็นพระภิกษุ 1 พรรษา พร้อมกับแต่งงานให้ และท่านได้รับราชการเป็นหลวงพิชัยอาสา ตั้งแต่นั้นมา

ต่อมาพระยาตากสินได้รับราชโองการโปรดเกล้าให้เป็นพระยาวชิรปราการไปครองเมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาและนายบุญเกิดได้ติดตามไปอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรด้วย ต่อมาเมื่อพม่ายกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา พระยาวชิรปราการจึงถูกเรียกให้เข้าไปรักษาพระนครกรุงศรีอยุธยาด้วย หลวงพิชัยอาสาและนายบุญเกิดได้ตามไปด้วย ในการศึกครั้งนี้ พระยาวชิรปราการเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สามารถ ต้านทานกำลังข้าศึกได้ อีกอย่างหนึ่งพระเจ้าเอกทัศน์อ่อนแอ หลงมัวเมาแต่สุราเมรัย และอิสตรี ไม่มีแก่ใจในการทำศึกต่อต้านข้าศึก และพระยาวชิรปราการ ท่านยิงปืนใหญ่ใส่ข้าศึกที่ยกมาประชิดกำแพงเมือง ที่ป้อม ทำให้เกิดเสียงดังสตรีในวังตกใจเสียงปืน ได้ถูกพระเจ้าเอกทัศน์ คาดโทษเอาไว้ ถ้าจะยิงปืนใหญ่ให้ไปขออนุญาติ ศาลาลูกขุนเสียก่อน ถ้าไม่ปฎิบัติตามก็จะถูกประหารเสีย ทั้งๆที่ข้าศึกมาประชิดติดค่ายคูกำแพงพระนคร ทำให้ท่านเกิดความท้อแท้ หดหู่ใจ ขืนอยู่ไปก็มีแต่จะตายไปเปล่าๆ จึงชักชวน หลวงพิชัยอาสา และ นายบุญเกิดและนายทหารท่านอื่นๆ รวบรวมกำลังพล ได้จำนวนหนึ่ง ตีฝ่าวงล้อมของกองกำลังทหารพม่า ออกจากกรุงศรีอยุธยา มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เพื่อไปตั้งหลักที่จะรวบรวมไพร่พลมาช่วยกรุงศรีอยุธยา ต่อต้านข้าศึก ในระหว่างทางได้มีกองทหารพม่าไล่ติดตามตีตลอดทางตลอดแนวชนิดกัดไม่ปล่อย จนถึงเมืองชล แต่ถูกกองทัพทหารของพระยาวชิรปราการ ที่มีหลวงพิชัยอาสาเป็นทหารคู่ใจตีโต้จนแตกพ่ายยับเยินกลับไป หลังจากที่ตีฝ่าไปทางทิศตะวันออกได้แล้ว พระยาวชิรปราการ และหลวงพิชัยอาสา นายบุญเกิดและนายทหาร คุมกำลังพลเข้าเมืองระยองเนื่องจากเมืองระยองยอมสวามิภักดิ์ด้วย แต่เมืองจันทบุรี ไม่ยอมให้เข้าเมือง มีการจัดทหารเตรียมรับศึก แต่ เมืองจันทบุรีมีป้อมปราการค่ายคูแข็งแรง เข้าตีด้วยความยากลำบาก ท่านพระยาวชิรปราการได้ให้ทหารหุงข้าวกินแต่พออิ่ม และสั่งให้ทุบหม้อข้าวและทิ้งเสบียงอาหารให้หมดใครไม่ปฏิบัติตามจะถูกประหาร และได้ประกาศแก่เหล่าทหารว่า คืนนี้ต้องตีหักเอาเมืองจันทบุรีให้ได้ และไปกินข้าวเช้ากันที่ในเมืองจันทบุรีด้วยกัน ถ้าตีไม่ได้ให้อดตายทั้งหมด จะเห็นว่าความมุ่งมั่นท่านเด็ดเดี่ยวมาก และคืนนั้นพระยาวชิรปราการ หลวงพิชัยอาสา นายบุญเกิด นายทหาร และทหารทั้งหมดก็สามารถตีและยึดเมืองจันทบุรีเป็นฐานที่มั่นซ่องสุมกำลังทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ พร้อมกับต่อเรือรบอีกหลายร้อยลำ หวังเพื่อที่จะยกกองทัพไปช่วยกรุงศรีอยุธยา ต่อต้านพม่าข้าศึก แต่ไม่ทันได้ยกไปช่วย ลุถึงปลายปี 2310 นั่นเอง กรุงศรีอยุธยาก็แตกยับเยินเสียเมืองให้แก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 พม่าเผาทำลายเสียหายทั้งเมือง หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า 7 เดือน พระยาวชิรปราการ หลวงพิชัยอาสา นายบุญเกิด และนายทหาร คุมกำลังพลนำกองทัพเรือ จากเมืองจันทบุรีเข้าตีกองทหารพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น แตกพ่ายไป และตีกองทหารพม่าที่มารักษา กรุงศรีอยุธาที่ถุกพม่าเผาจนย่อยยับไม่สามารถบูรณะใหม่ได้ ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าได้ และตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง ก็พระราชทานบรรดาศักดิ์ จากหลวงพิชัยอาสา เป็นจหมื่นไวยวรนาถ ครั้นยกไปตีชุมนุมเจ้าพิมายแตก ก็ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ จากจหมื่นไววรนาถ เป็นพระยาสีหราชเดโช และเมื่อตีเมืองฝางได้ ก็พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิชัย มียศเสมอด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ ให้ถือพลอยู่เก้าพันและได้ครองเมืองพิชัย เมื่อกลับมาครองเมืองพิชัย บ้านเกิดเมืองนอนของตน พระยาพิชัยท่านมีดาบดีที่สุด ชื่อ ดาบนันทกาวุธ 2 เล่มเป็นดาบที่ตีจากเหล็กชั้นดีของบ่อเหล็กน้ำพี้ เป็นดาบที่วิเศษชั้นเลิศ ต่อมาท่านได้ทูลเกล้าถวายดาบนันทกาวุธ แด่องค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้เป็นเจ้านายเหนือหัวไว้เป็นอาวุธคู่พระทัย 1 เล่มท่านเหลือไว้อีก 1 เล่ม หลังจากท่านกลับมาครองบ้านเกิดเมืองนอนของตนแล้ว ท่านได้สืบเสาะหาบิดามารดาปรากฏว่าบิดาถึงแก่กรรมเสียก่อนยังอยู่แต่มารดา จึงรีบรับมาอุปการะเลี้ยงดูและสืบหา ครูเที่ยงกับครูเมฆ ที่อบรมสั่งสอนวิชาชั้นเชิงมวยให้เมื่อครั้งเป็นวัยรุ่น ได้แต่งตั้งครูเมฆเป็นกำนันท่าเสา ครูเที่ยงเป็นกำนันบ้านแก่ง ส่วนนายเฉิดลูกชายเจ้าเมืองเก่าคู่อริแต่ครั้งเด็ก ที่ทำให้พระยาพิชัยต้องออกจากเมือง ไปเผชิญชะตาชีวิตอันลำเค็ญ ท่านก็ยกโทษให้หาได้เอาความอย่างใด

พระยาพิชัยได้สร้างเกียรติประวัติไว้มากกล่าวคือ ลุถึงปี พ.ศ. 2314 เป็นแม่ทัพยกจากเมืองพิชัย ไปตีทัพโปมะยุง่วน ซึ่งยกมาล้อมเมืองสวรรคโลกแตกหนีพ่ายไปเมืองเชียงใหม่ ต่อมาปี พ.ศ. 2315 โปสุพลาแม่ทัพพม่ายกทัพจากเมืองเชียงใหม่เข้าตี เมืองลับแล เมืองทุ่งยั้ง และเมืองพิชัย แต่ถูกพระยาพิชัย นำทัพไทยจากเมืองพิชัยเข้าต่อต้านข้าศึกพม่า ตีโต้ตอบอย่างรุนแรงรวดเร็ว จนทหารพม่าตายเกลื่อนท้องทุ่งเมืองพิชัย ทัพพม่าพ่ายแพ้แตกพ่ายยับอย่างไม่เป็นขบวน ล้มตายเป็นอันมาก ส่วนที่เหลือเล็กน้อยแตกพ่ายหนีกลับไป

กาลต่อมา อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่ายกทัพใหญ่เข้ามาทางเหนือมาตีหัวเมืองใหญ่หลายเมือง เช่น เมืองศรีสัจชนาลัย เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองลับแล เมืองทุ่งยั้ง และเมืองพิชัย ซึ่งโปสุพลาเป็นแม่ทัพคุมทัพมาตีเมืองพิชัยครั้งที่สอง เป็นการแก้หน้าให้แก่กองทัพพม่า พระยาพิชัยยกนำทัพออกเข้าต้านโรมรันต่อสู้ข้าศึก ด้วยดาบทั้งสองข้าง ซึ่งมัดด้วยผ้า กันดาบหลุดจากมือ เหมือนทุกๆครั้งที่ออกศึก การรบถึงขั้นประจัญบาน ตาต่อตาฟันต่อฟัน พระยาพิชัยถือดาบสองมือเข้าใช้เพลงดาบไล่ฆ่าฟันทหารพม่าด้วยความองอาจกล้าหาญชนิดโรมรันตลุมบอนจนดาบหักไปหนึ่งเล่ม กองทัพพม่าตายเป็นจำนวนมาก ศพเกลื่อนท้องทุ่งเมืองพิชัย กองทัพพม่าสู้ไม่ได้หนีแตกพ่ายยับหนีกลับไปเชียงใหม่ เหลือกลับไปไม่กี่คน จากเกียรติประวัติวีกรรม ครั้งนี้เองท่านจึงได้สมญาณามว่า”พระยาพิชัยดาบหัก” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ลุถึงปี พ.ศ. 2417 พระเจ้าตากสิน มหาราช ได้โปรดให้ยกทัพไปตีเชียงใหม่แต่งตั้ง ให้พระยาพิชัยดาบหักเป็นแม่ทัพหน้าและในคราวนี้ตีได้หัวเมืองสำคัญ ๆ ในอาณาจักรล้านนาฝ่ายเหนือ มี เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย เมืองลำพูน เมืองลำปาง เมืองแพร่ เมืองน่าน และเมืองฝาง จึงรวบรวมบรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือ กลับเข้ามาอยู่ราชอานาจักรไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมาครับ เกียรติยศของพระยาพิชัยดาบหัก เป็นที่กล่าวขานของชาวไทยยกย่องให้ท่านเป็น”ยอดวีรบุรุษผู้กล้าหาญ เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ กตัญญู” ท่านมีความจงรักภักดี ต่อเจ้านายของท่าน คือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช คือท่านไม่ยอมเป็นข้าสองเจ้าบ่าว สองนาย นั่นเอง...

ประวัติพระยาพิชัยดาบหัก
พระยาพิชัยดาบหัก เดิมชื่อ จ้อย เกิดในปี พ.ศ.2284 ที่บ้านห้วยคา เมืองพิชัย มีพี่น้อง 4 คน แต่เสียชีวิตไป 3 คน บิดามารดาไม่ปรากฏนาม เด็กชายจ้อยมีนิสัยชอบชกมวยมาตั้งแต่เยาว์วัย บิดาได้พร่ำสอนเสมอถ้าจะ ชกมวยให้เก่งต้องขยันเรียนหนังสือด้วย เมื่ออายุได้ 14 ปี บิดานำไปฝากกับท่านพระครูวัดมหาธาตุ เมืองพิชัย จ้อยสามารถอ่านออกเขียนได้จนแตกฉานเพราะเป็นคนขยันและเอาใจใส่ในตำราเรียน คอยรับใช้อาจารย์ และ ซ้อมมวย ไปด้วย ทั้งหมัด เข่า ศอก และสามารถแตะได้สูงถึง 4 ศอก ในขณะที่เป็นเด็กวัดนั้นเขามักจะถูกกลั่นแกล้งจากเด็กที่โตกว่าเสมอ แต่ในระยะ หลังเขาก็สามารถปราบเด็กวัดได้ทุกคนด้วยชั้นเชิงมวย ต่อมาเจ้าเมืองพิชัยได้นำบุตร (ชื่อเฉิด) มาฝากที่วัดเพื่อร่ำเรียนวิชา เฉิดกับพวกมักหาทางทะเลาะวิวาทกับจ้อยเสมอ เขาจึงตัดสินใจ หนีออกจาดวัดขึ้นไปทางเหนือโดยมิได้บอกพ่อแม่และอาจารย์ เดินตามลำน้ำน่านไปเรื่อยๆ เมื่อเหนื่อยก็หยุดพักตามวัด ที่วัดบ้านแก่ง จ้อย ได้พบกับครูฝึกมวยคนหนึ่งชื่อ เที่ยง จึงฝากตัวเป็นศิษย์แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นทองดี ครูเที่ยงรักนายทองดีมากและมักเรียกนาย ทองดีว่านายทองดี ฟันขาว ด้วยความสุภาพเรียบร้อย และขยันขันแข็งเอาใจใส่การฝึกมวยช่วยการงานบ้านครูเที่ยงด้วยดีเสมอมา ทำให้ ลูกหหลานครูเที่ยงอิจฉานายทองดีมากหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา นายทองดี ฟันขาว เห็นว่าอยู่บ้านแก่งต่อไปคงลำบาก ประกอบ ครูเที่ยงก็ถ่ายทอดวิชามวยให้จบหมดสิ้นแล้วจึงกราบลาครูขึ้นเหนือต่อไป เมื่อเดินถึงบางโพได้เข้าพักที่วัดวังตอหม้อ (ปัจจุบันคือวัดท่าถนน) พอดีกับมีการแสดงงิ้ว นายทองดี ฟันขาว สนใจงิ้วแสดง ท่าทางหกคะเมน จึงจดจำไปฝึกหัดไปฝึกหัดจนจดจำท่างิ้วได้ทั้งหมดสามารถกระโดดข้ามศีรษะคนยืน ได้อย่างสบายจากนั้นก็ลาพระสงฆ์ วัดวังตอหม้อขึ้น ไปท่าเสา ขอสมัครเป็นลูกศิษย์ครูเมฆ ซึ่งมีชื่อเสียงในการสอนมวยมาก ครูเมฆรักนิสัยใจคอจึงถ่ายทอดวิชาการ ชกมวยให้จนหมดสิ้น ขณะนั้นนายทองดี ฟันขาว อายุได้ 18 ปี ต่อมาได้มีโอกาสชกมวยในงานไหว้พระแท่านศิลาอาสน์ กับ นายถึกศิษย์ เอกของครูนิล นายถึกไม่สามารถป้องกันได้ ถูกเตะสลลบไปนาน ประมาณ 10 นาที ครูนิลอับอายมากจึงท้าครูเมฆ ชกกัน นายทองดี ฟันขาว ได้กราบอ้อนวอนขอร้อง ขอชกแทนครูเมฆ และได้ตลุยเตะต่อยจนครูนิลฟันหลุดถึง 4 ซี่ เลือดเต็มปาก สลบอยู่เป็นเวลานาน ชื่อเสียงนายทองดี ฟันขาว กระฉ่อนไปทั่เมืองทุ่งยั้ง ลับแล พิชัย และเมืองฝาง นายทองดีอยู่กับครูเมฆประมาณ 2 ปี ก็ขอลา ไปศึกษา การฟันดาบ ที่เมืองสวรรคโลก ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เขาใช้เวลาเพียง 3 เดือน ก็เรียนฟันดาบสำเร็จเป็นที่พิศวงต่อครูผู้สอน ยิ่งนักหลังจากนั้น ก็ไปเที่ยวเมืองสโขทัยและเมืองตากระหว่างทางได้ รับศิษย์ไว้ 1 คน ชื่อบุญเกิด ณ ที่เมืองตากได้มีพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดใหญ่เจ้าเมืองตาก(พระเจ้าตาก สิน) จัดให้มีมวยฉลองด้วย นายทองดี ฟันขาว ดีใจมากเข้าไปเปรียบมวยกับครูห้าว ซึ่งเป็นครูมวยมือดี ของเจ้าเมืองตาก และมีอิทธิพลมาก นายทองดี ฟันขาว ใช้ความว่องไวใช้หมัดศอก และเตะขากรรไกรจนครูห้าวสลบไปเจ้าเมืองตากจึงถาม ว่าสามารถชกนักมวยอื่นอีกได้หรือไม่ นายทองดี ฟันขาว บอกว่าสามารถชกได้อีก เจ้าเมืองตากจึงให้ชกกับครูหมึกครูมวยร่างสูงใหญ่ ผิวดำ นายทองดี เตะซ้ายเตะขวา บริเวณขากรรไกร จนครูหมึกล้มลงสลบไป เจ้าเมืองตากพอใจมากให้เงิน 3 ตำลึง และชักชวนให้อยู่ด้วย นายทองดี ฟันขาว จึงได้ถวายตัวเป็นทหารของเจ้าเมืองตาก (พระเจ้าตากสิน) ตั้งแต่ บัดนั้น รับใช้เป็นที่โปรดปรานมาก ได้รับยศเป็น “หลวงพิชัยอาสา” เมื่อเจ้าเมืองตากได้รับพระราชทาน โปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาชิรปราการครองเมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาได้ติดตามไปับใช้อย่างไกล้ชิด และเป็นเวลาเดียวที่พม่า ยกทัพล้อม กรุงศรีอยุธยาพระยาวชิรปราการพร้อมด้วยหลวง พิชัยอาสาและทหารหาญ ได้เข้าปะทะต่อสู้จนชนะ ได้ช้างม้าอาหาร พอสมควร ได้เข้าสู้รบกับทัพพม่าหลายคราวจนได้รับชัยชนะพระเจ้าตากสินได้รับ การต้อนรับจากประชาชนและยกย่องขึ้นเป็นผู้นำ เมื่อกอบกู้เอกราชได้แล้ว พระเจ้าตากสินขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองกรุงธนบุรีและได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ หลวงพิชัยอาสา เป็นเจ้าหมื่นไวยวรนาถ เป็นทหารเอก ราชองครักษ์ในพระองค์ ในปี พ.ศ. 2311 พม่าได้ยกทัพมาอีก 1 หมื่นคน พระเจ้าตากพร้อมด้วย หมื่นไวยวรนาถได้เข้าโจมตีจนแตกพ่าย และได้มีการสู้รบปราบก๊กต่างๆ อีกหลายคราว เมื่อพระเจ้าตากสินเสด็จกลับกรุงธนบุรี โปรดตั้งเจ้าหมื่น- ไวยวรนาถเป็น “พระนาสีหราชเดโช” มีตำแหน่งเป็นายทหารเอก ราชองครักษ์ตามเดิม สุดท้ายเมื่อปราบก๊กพระเจ้าฝางได้แล้ว สมเด็จพระเจ้า ตากสินได้ทรงปูนบำเหน็จความชอบให้ทหารของพระองค์โดยทั่วหน้า ส่วนพระยาสีหราข เดโช (จ้อย หรือ ทองดี ฟันขาว) นั้น ได้โปรดเกล้าฯ บำเหน็จความชอบให้เป็นพระยาพิชัยปกครองเมืองพิชัยอันเป็นบ้านเกิด เมืองนอนแต่เยาว์วัย ในปี พ.ศ. 2313 – 2316 ได้เกิดการสู้รบกับกองทัพพม่าอีกหลายคราว และทุกคราวที่กองทัพพม่าแตกพ่ายไป ก็สร้างความอัปยศ อดสูแก่แม่ทัพ นายกองเป็นทวีคุณ พอสิ้นฤดูฝนปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 โปสุพลายกกองทัพมาหมายตีเมืองพิชัยอีก การศึกครั้งนี้ พระยาพิชัยจับดาบสองมือคาดด้าย ออกไล่ฟันแทงพม่าอย่างชุลมุน จนดาบหักคามือ กองทัพโปสุพลาก็แตกพ่ายกลับไป เมื่อวัน อังคาร เดือนยี่ แรม 7 ค่ำ ปีมะเส็ง พ.ศ. 2316 (ตรงกับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2316 เมื่อเทียบกับปฏิทินล้านปี ของ นสพ.ไทยรัฐ ฉบับ 1 มิถุนายน 2520 ) พระยาพิชัยดาบหักได้สร้างมรดกอันควรแก่การยกย่องสรเสริญให้สืบทอดมาถึง ปัจจุบันได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญู- กตเวที ความเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดกล้าหาญรวมถึงความรักชาติ ต้องการให้ชาติเจริญรุ่งเรืองมั่นคงต่อไป










สินค้าใกล้เคียง

พระบรมรูปในหลวงทรงผนวช รัลกาลที่๙ พระชนม...

ไม่ระบุ ฿

สุวัสสพระเ

พระบูชาหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เน...

ไม่ระบุ ฿

สุวัสสพระเ

จตุคามรามเทพพิมพ์ใหญ่ พิเศษ รุ่นแรก ปี25...

3,500,000 ฿

สุวัสสพระเ

จตุคามรามเทพ พิมพ์เล็ก เนื้อขาวปัดนาก รุ...

350,000 ฿

สุวัสสพระเ

พระบูชาหลวงพ่อพรหม ถาวโร หน้าตัก5นิ้ว ปี...

ไม่ระบุ ฿

สุวัสสพระเ

พระบูชาหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หน้าตักกว้า...

ไม่ระบุ ฿

สุวัสสพระเ





กำจัดปลวก , ขายแมว , จัดงานแต่งงาน , ขายบ้าน , ไม้กอล์ฟมือสอง , แป้งโฟมเกาหลี , ปืนยาว , พัดลมหอยโข่ง , วิตามินขาเรียว , สบู่กลูต้า , ทัวร์เกาหลี , พาเลทเหล็ก , ผ้าม่านสําเร็จรูป , ความสวย ความงาม , รีวิวเครื่องสำอาง , แต่งหน้า , ทรงผม , ทำเล็บ , เสื้อผ้าแฟชั่น , ความรัก , ดูดวง , กินเที่ยว , วาไรตี้ , ข่าวใหม่ , ข่าวดารา , ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยว , การเดินทาง , รีวิวโรงแรม , รีวิวอาหาร , รีวิวร้านอาหาร