หมวด : พระเครื่อง ตลาดพระเครื่อง ศูนย์พระเครื่อง

พระกริ่ง อู่ทอง วัดชิโนรส รุ่นแรก ปี 2501 เนื้อโลหะเก่า พิมพ์เล็ก หายากมาก
ราคา : 18,000 ฿
ต้องการ : ขาย
ประเภทสินค้า : สินค้ามือสอง
ยี่ห้อ : พระกริ่ง อู่ทอง วัดชิโนรส รุ่นแรก ปี 2501 เนื้อโลหะเก่า พิมพ์เล็ก หายากมาก
รุ่น : พระกริ่ง อู่ทอง วัดชิโนรส รุ่นแรก ปี 2501 เนื้อโลหะเก่า พิมพ์เล็ก หายากมาก
วันที่ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2562 09:04:47
วันที่ประกาศ : 8 ก.พ. 2554 01:56:07
เข้าชม : 5,098 ครั้ง
IP : 183.89.93.2xx


ร้าน :
union 789 prathai พระแท้ Thai Buddhist Amulets Old

ชื่อผู้ประกาศ :
จักรพันธ์

E-Mail :

เบอร์โทรศัพท์ :
02-4779012

โทรศัพท์มือถือ :
081-6404457,081-1737421

ที่อยู่ :
ฝั่งธน

จังหวัด :

การติดต่ออื่นๆ :
e-mail, TEL

ความรู้เบื้องต้นในการซื้อสินค้า




พระกริ่ง อู่ทอง วัดชิโนรส รุ่นแรก ปี 2501 เนื้อโลหะเก่า พิมพ์เล็ก หายากมาก

เกจิหลายท่าน ร่วมปลุกเสก หมู่
หลวงปู่สุข วัดโพธิ์ทรายทอง
หลวงพ่อ กวย วัดโฆษิตาราม
หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
หลวงพ่อ มิ่ง วัดกก

ประวัติวัดชิโนรสาราม
ชั้นและที่ตั้งวัด
วัดชิโนรสาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองมอญฝั่งเหนือ ใกล้พระราชวังนันทอุทยาน และวัดครุฑาราม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

เขตเนื้อที่วัด
ลักษณะพื้นที่ของวัดนี้เป็นรูป ๔ เหลี่ยมคางหมู ด้านเหนือมีเนื้อที่สอบกว่าด้านใต้ มีคลองและคูเป็นเขตทั้ง ๔ ด้าน ด้านตะวันออกกว้าง ๗๓ วา ๑ ศอกเศษ ติดกับโรงรักษาเรือของกองทัพเรือ ด้านตะวันตกกว้าง ๕๓ วาเศษ ติดกับคลองคั่นวัดครุฑาราม ด้านใต้จรดคลองมอญยาว ๑๐๐ วาเศษ ด้านเหนือติดกับคลองคั่นเขตพระราชวังนันทอุทยานยาว ๕๗ วาเศษ ฯ

ผู้สร้างวัด
วัดนี้เดิมเป็นที่สวนของชาวบ้าน สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส โปรดให้ไวยาวัจกรในพระองค์จัดการซื้อพื้นที่แล้ว ทรงสร้างเป็นวัดขึ้นในรัชกาลที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๐ เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศ เป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส พร้อมกับคราวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างวัดบรมนิวาส เหตุที่ทรงสร้างก็ได้พระประสงค์จะได้เป็นที่ประทับสำราญพระอิริยาบถในบางโอกาส แต่สมัยที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ยังหาทันแล้วเสร็จบริบูรณ์ทีเดียวไม่

ตามเรื่องที่ทราบกันมีว่า ก่อนที่จะลงมือสร้างพระอุโบสถ ได้ขุดดินในพื้นที่ทางทิศตะวันตกหลังพระอุโบสถไปถมพื้นที่ที่จะสร้างพระอุโบสถ เนื้อที่ที่ขุดดินไปจึงกลายเป็นสระ พระสงฆ์สามเณรได้อาศัยใช้น้ำมาจนบัดนี้ สระนั้นยาว ๖ วา ๒ ศอก กว้าง ๕ วา ๒ ศอก เมื่อปรับปรุงที่เรียบร้อยแล้ว จึงสร้างพระอุโบสถ ยาว ๑๑ วา ๒ ศอก กว้าง ๗ นิ้ว กว้าง ๖ วา ร่วมใน ๕ ห้อง มีหน้าต่างข้างละ ๕ รวมเป็น ๑๐ หน้าต่าง มีประตู ๕ ประตู ด้านหน้า ๓ ประตู ด้านหลัง ๒ ประตู เฉลียงพระอุโบสถด้านหน้า และด้านหลัง กว้าง ๑ วา ๑ ศอก ๘ นิ้ว ยาว ๕ วา ๑ ศอก ๗ นิ้ว เท่ากันทั้ง ๒ ข้าง มีบันได้ขึ้นลงทางด้านเหนือ และด้านใต้รวม ๔ บันได ตัวพระอุโบสถวัดร่วมใน ยาว ๖ วา ๓ ศอกคืบ ๗ นิ้ว กว้าง ๕ วา นอกเสาประธานถึงผนัง กว้าง ๓ ศอกคืบ เสาหน้ากว้าง ๑ ศอกคืบ ๘ นิ้ว ๔ เหลี่ยมจัตุรัสรวม ๘ เสา พระอุโบสถก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังคามุงกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกา บนชุกชีในพระอุโบสถ มีพระประธานเป็นพระหล่อ ปางมารวิชัย ทรงพระนามว่าพระพุทธชินศรีวรมงคลมุนี (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระนาม เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๐) หน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๔ นิ้ว สูงตลอดยอดพระรัศมี ๑ วา ๕ นิ้ว มีพระอัครสาวกยืนซ้ายขวา ข้างละองค์ เป็นพระหล่อ สูง ๒ ศอกคืบ ๙ นิ้ว เท่ากันทั้ง ๒ องค์ นัยว่าพระประธาน และพระอัครสาวกรวม ๓ องค์นี้ ได้โปรดให้ ช่างหล่อขึ้นในวัดชิโนรสารามนี้เอง

นอกจากพระอุโบสถ ได้ทรงสร้างถาวรวัตถุและเสนาสนะไว้อีกหลายอย่าง คือ
พระวิหาร ๔ ทิศ ทิศละ ๒ หลัง รวม ๘ หลัง ยาวหลังละ ๓ วา ๑ ศอก กว้าง ๑ วา ๓ ศอกเศษ หลังคามุงกระเบื้องไทยถือปูน ไม่มีช่อฟ้าใบระกา และมีพระพุทธปฏิมากรหล่อ นั่งบ้าง ยืนบ้าง ประจำทุกพระวิหาร

ซุ้มประตูปรางค์สูงแต่พื้นถึงยอด ๓ วา ๓ ศอก ประตูกว้าง ๓ ศอก มีทั้ง ๔ ด้าน ๆ ละ ๑ ซุ้ม

กำแพงแก้วก่ออิฐถือปูน สูง ๒ ศอกคืบ หนา ๑ ศอกเศษ ร่วมในกำแพงพระอุโบสถ ยาว ๑๗ วา ๑๔ นิ้ว กว้าง ๑๓ วา กำแพงนั้นติดต่อกับซุ้มประตูถึงผนังพระวิหาร พ้นผนังพระวิหารไปถึงมุมกำแพงที่มุมต่อมุมบรรจบกัน ทรงสร้างพระเจดีย์รูปไม้ ๑๒ ทรงเครื่องสูง ๓ วา ๓ ศอกเศษ ฐานล่างกว้าง ๔ ศอก ๔ เหลี่ยม เป็นพระเจดีย์ประจำมุมกำแพงรวม ๔ องค์

พระเจดีย์ยอดปรางค์ภายในมุมกำแพง ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ฐานย่อเหลี่ยมไม้ ๑๒ สูง ๔ วา ฐานกว้าง ๖ ศอก ๔ เหลี่ยม ๑ องค์ กับพระเจดีย์ใหญ่ ด้านตะวันออกเฉียงใต้ นอกกำแพงพระอุโบสถ ๓ วา ๓ ศอกคืบ ฐานล่างย่อ ๖ เหลี่ยม สูงแต่พื้นดินถึงพื้นบนกำแพงแก้ว ๒ ศอก สูงแต่พื้นกำแพงแก้วถึงยอด ๑๓ วา ๒ ศอกเศษ องค์พระเจดีย์ย่อมุม ๕ เหลี่ยม ชนิดพระเจดีย์ไม้ ๑๒ พระเจดีย์องค์นี้ ฐานกว้าง ๑๓ วา มียักษ์มารแบก ๒๐ ตน แต่เวลานี้ชำรุดเสียบ้างแล้ว คงเหลือเพียง ๑๓ ตน พระเจดีย์ที่กล่าวนี้เหมือนกับพระเจดีย์ทองคู่ที่ห้องหอประสาทพระเทพบิดรในวัดพระศรีรัตนศาสดารามเดี๋ยวนี้ต่างกันแต่เล็กใหญ่หรือประณีตกว่ากันเท่านั้น

ศาลาการเปรียญ ๑ หลง ศาลาน้ำ ๑ หลัง ศาลาทั้งสองนี้ทราบว่า สร้างเป็นเครื่องไม้จริง จะเล็กใหญ่สูงต่ำกว้างยาวเท่าใดหาทราบไม่ เพราะได้รื้อเสียแต่ในรัชกาลที่ ๔ แล้ว

เสนาสนะและหอสวดมนต์ รวม ๗ หลัง เป็นเรือนเครื่องไม้สัก ซึ่งชาวบ้านได้ถวายมา ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง สร้างขึ้นในบริเวณกุฏิคณะล่างเดี๋ยวนี้ เวลานี้ยังคงอยู่แต่กุฏิ ๓ ห้อง มีเฉลียง ๓ ด้าน หลังเดียว นอกนั้นเป็นของสร้างขึ้นใหม่ทั้งสิ้น และในบริเวณกุฏิคณะล่างนั้น มีคูล้อม ๓ ด้าน คือ ด้านตะวันออก ปากคูจรดคลองมอญ ด้านตะวันตกก็จรดคลองมอญเหมือนกัน ด้านเหนือตลอดถึงกัน

ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ได้ถวายวัดนี้เป็นพระอารามหลวง ก่อนที่ได้เป็นพระอารามหลวง ได้มีพระอธิการปกครองวัดมาแล้ว ๔ รูป ตลอดรัชกาลที่ ๓ เมื่อเป็นพระอารามหลวงแล้วจึงได้มีพระครูเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก คือ พระครูเทพสิทธิเทพาธิบดี ในเวลานั้นนามวัดยังเรียกกันว่า วัดใหม่บ้าง วัดใหม่สุกรีบ้าง ฯ

ผู้ปฏิสังขรณ์
นับแต่ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๙๖ ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสสิ้นพระชนม์แล้ว ต่อมาอีก ๔ ปี คือ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๐๐ พระบาทสเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้สร้างพระราชวังนันทอุทยานขึ้น ในที่อันติดต่อใกล้เคียงวัดชิโนรส ในเวลานั้นวัดชิโนรสยังไม่สำเร็จเรียบร้อย แม้สิ่งที่ก่อสร้างไว้แต่เดิมกลับชำรุดทรุดโทรมลงบ้างก็มี เสนาสนะที่ภิกษุสามเณรอาศัยก็ยังน้อย ทรงเห็นว่าเป็นวัดอยู่ใกล้กับพระราชวังใหม่ ควรได้รับสถาปนาให้รุ่งเรืองขึ้น ทั้งทรงระลึกถึงพระกรุณาธิคุณในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเพ็ชรพิชัย หนู (นามสกุลไม่ปรากฏ) ครั้งยังเป็นพระยาสามภพพ่าย เป็นผู้จัดการปฏิสังขรณ์ของเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมให้คืนดีทั่วทั้งพระอาราม และทรงสร้างเพิ่มเติมขึ้นใหม่อีกหลายอย่าง คือ พระเจดีย์ขนาดใหญ่มียักษ์มารแบก โปรดให้สร้างทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้เข้าคู่กับองค์เก่าที่มีอยู่แล้วทางด้านใต้ สูงใหญ่เท่ากับองค์เดิม

พระเจดีย์ยอดปรางค์ โปรดให้สร้างขึ้นในกำแพงพระอุโบสถทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเป็นคู่กับพระเจดีย์ยอดปรางค์ที่สร้างไว้แต่เดิม สูงใหญ่เท่ากัน

ที่ตัวพระอุโบสถ โปรดให้สร้างหลังคาเฉลียงมีเสาไม้เต็งรัง เป็นแกน พอกปูนขาวกลม ปั้นเป็นกลีบบัวปลายเสา ต้นเสาถือปูน มีบัว ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นเป็นกนกลายฝรั่ง ลงรักปิดทอง รวม ๑๕ ซุ้ม บานประตูหน้าต่างภายในเขียนลายฮ่อ หรือลายโต๊ะจีน ภายนอกเป็นลายรดน้ำรูปนาคดั้นเมฆ บานประตูกลางข้างนอกเขียนเป็นรูปเสี้ยวกางทรงนาคถือพัดแฉกเหมือนพัดของ สมเด็จพระราชาคณะ เหมือนกันทั้ง ๒ บาน ภายในพระอุโบสถเพดานทาสีแดงเขียนเป็นรูปนาคเกี้ยวลายฉลุปิดทางทั่วไป ผนังในด้านหน้าเขียนเป็นภาพแผนที่วัดชิโนรส มีขบวนเรือทรง ผ้าพระกฐินเทียบวัดชิโนรสตามแผนที่คลอง แม่น้ำ และแผนที่พระบรมมหาราชวัง ๑ ห้อง นอกนั้นเขียนเป็นภาพวัดต่าง ๆ ทุกห้อง เวลานี้ลบเลือนเสียหายมาก รูปภาพที่เขียนอย่างนี้ คล้ายกับภาพในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ผนังหน้าสุดเขียนเป็นภาพโรงสุธรรมสภาตั้งอยู่เหนือยอดเขาพระสุเมรุ เมื่อครั้งพระเนมิราชโพธิสัตว์ขึ้นไปแสดงธรรม มีเทวดา นาค ครุฑ อินท์ พรหม และยักษ์ เป็นต้น มาประชุมฟังธรรม ผนังข้างบน ๒ ข้าง และผนังข้างหลังเขียนเป็นภาพเทพบุตรเทพธิดาและฤๅษีเหาะตามกลีบเมฆ มือถือเครื่องสักการบูชา ภาพผนังใต้หน้าต่างโดยรอบทั้งหมดบรรยายเรื่องนรก ปัจจุบันไม่มีร่องรอยเหลืออยู่ เสาประธานพื้นทาสีแดงเขียนลายกรุย เชิงล่างบน กลางเสาเขียนเป็นลายกนกล้วน แต่เป็นรูปนาคทั้งสิ้น ที่หลังองค์พระประธานนั้นปั้นเป็นเรือนแก้วมีกนก ตัวนาคซ้ายขวา มีเศียรนาคข้างล่าง ๓ และข้างบน ๕ เศียร พ้นเศียรนาคขึ้นไปปั้นเป็นรูปพระมหามงกุฏ พ้นพระมหามกุฏขึ้นไปปั้นเป็นรูปเศวตรฉัตร ๙ ชั้น ลงรักปิดทอง พื้นในพระอุโบสถและพื้นข้างหน้าข้างหลังปูกระเบื้องหน้าวัว หน้าบันทั้งสองข้างปั้นด้วยปูนเป็นรูปกิ่งไม้ดอกไม้ และมีเทพพนมครึ่งองค์อยู่กลาง แต่ยังหาได้ลงรักปิดทองประดับกระจกไม่ หลังคามุงกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกาลงรักประดับกระจากใหม่ทั้งสิ้น

พระวิหารที่สร้างไว้เดิม ๘ หลัง โปรดฯ ให้ซ่อมใหม่ หน้าบันปั้นด้วยปูนเป็นลายกนก มีรูปนาค ๕ เศียรอยู่กลาง และปั้นลมก็ปั้นเป็นรูปนาค ๓ เศียรเหมือนกัน ที่อกไก่ปั้นเป็นรูปนาค ๑ เศียร แต่หาได้ลงรักปิดทองไม่ บานประตูหน้าต่างก็เป็นแต่ลงรักไว้ ยังไม่ได้ปิดทอง พื้นในถม ให้สูงแล้วถือปูน

ภายในบริเวณกำแพงพระอุโบสถ โปรดให้ปูด้วยกระเบื้องหน้าวัว หรือกระเบื้องจีนทั้งหมด

เสนาสนะ โปรดให้สร้างกุฏิเพิ่มเติมขึ้นอีกหมู่หนึ่งเป็นกุฏิเครื่องไม้ เสาไม้เต็งรัง ฝาไม้สักลูกปะกน มีระเบียง หลังคามุงกระเบื้องไทยถือปูน เป็นกุฏิ ๔ ห้อง ๒ หลัง ๒ ห้อง ๒ หลัง กับ กุฏิใหม่ ๗ ห้อง ทั้งเฉลียงมีระเบียง พื้นไม้ตะแบก ฝาไม้สักลูกประกนรอบ หลังคามุงกระเบื้องไทยถือปูน ๑ หลัง สำหรับเจ้าอาวาสอยู่หอฉันเสาไม้เต็งรัง มีระเบียงรอบ พื้นไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องไทยถือปูน ๔ ห้องทั้งเฉลียง ๑ หลัง และโปรดฯ ให้สร้างซุ้มประตูก่ออิฐถือปูน ๖ ซุ้ม กับทำนอกชานเดินถึงกันทั่วทั้งคณะ กุฏิหมู่นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือพระอุโบสถ ยังปรากฏอยู่จนบัดนี้

หอระฆังก่ออิฐถือปูน เป็นรูป ๔ เหลี่ยม ๒ ชั้น มีช่องคูหา ๔ ด้าน สูง ๔ วา ๒ ศอกเศษ กว้าง ๒ วา ๑ ศอกเศษ ฐานล่าง ๔ เหลี่ยม ยอดเป็นทรงตึกฝรั่ง ตั้งอยู่ใกล้กำแพงพระอุโบสถ ด้านเหนือ

ศาลาการเปรียญ ทำด้วยเครื่องไม้จริงล้วน มีประตู ๔ ประตู ๗ ห้องทั้งเฉลียง หลังคามุงกระเบื้องไทย ช่อฟ้าใบระกาทาสีแดง กว้างยาวเท่าไรหาทราบไม่ เพราะได้ชำรุดทรุดโทรมอันตรธานเสียสิ้นแล้ว ที่หลังศาลาการเปรียญสร้างศาลาขวาง เป็นเครื่องไม้จริงมุงกระเบื้องไทย ถือปูน ๓ ห้อง มีพนักไม้ ๓ ด้าน ด้านหน้าศาลาการเปรียญมีนอกชานปูพื้นไม้สัก มีกำแพงล้อม ๓ ด้าน มีบันไดก่ออิฐถือปูนสำหรับขึ้นนอกชาน ๒ บันได

ศาลาดิน ๒ หลัง เสาไม้เต็งรัง เครื่องบนไม้สักหลังคามุงกระเบื้องไทย พื้นก่ออิฐถือปูน มีอาสนสงฆ์ก่ออิฐถือปูน เป็นศาลาสำหรับข้าราชการพักผ่อน และทายกทายิกาได้อาศัยบำเพ็ญทาน

เขื่อนหน้าวัด ตลอดเขตของวัดตามแนวคลองมอญ สร้างด้วยไม้มะค่ากรุอิฐมีครอบ ตะเฆ่พร้อม แต่บัดนี้ได้พังสูญหายเสียแล้ว

ในการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะวัดชิโนรส มีข้อที่ควรสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คือเมื่อได้ทราบสร้างหรือปฏิสังขรณ์วัตถุสิ่งใดในวัดนี้ ก็โปรดให้ช่างปั้นหรือเขียนเป็นรูปนาคไว้ทั่วไป เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ตรงกับพระนามเดิม (คือ พระองค์เจ้าวาสุกรี) ใน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส นอกจากนี้ ยังได้โปรดฯ ให้ปั้น พระมหามงกุฏลงรักปิดทอง ไว้เหนือเรือนแก้วหลังพระประธานในพระอุโบสถอีก เป็นเครื่องหมายว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้เป็นส่วนใหญ่ เครื่องหมายเหล่านี้ ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้

เมื่อการก่อสร้างปฏิสังขรณ์สำเร็จบริบูรณ์แล้ว จึงทรงขนานนามใหม่วา วัดชิโนรสาราม เพื่อให้ตรงกับพระนามของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าผู้ทรงสร้างวัด แต่โดยมากราษฎรเรียกว่า วัดใหม่ชิโนรส

ครั้นวัดชิโนรสเจริญรุ่งเรืองแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดฯ ให้ย้ายพระครูเทพสิทธิเทพาธิบดี เจ้าอาวาสรูปเก่าไปเป็นเจ้าอาวาสวัดนาคกลาง และได้โปรดฯ ให้อาราธนาพระศรีศากยบุตร (ต่าย) วัดพระเชตุพนฯ ไปเป็นเจ้าอาวาส เพราะทรงทราบว่าเคยเป็นศิษย์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส ภายหลังพระศรีศากยบุตร (ต่าย) ขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตลาสิกขา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่พระราชทานพระบรมราชานุมัติ โปรดให้สร้างกุฏิตึกถวาย ๓ หลัง หลังที่หนึ่ง เป็นกุฏิใหญ่ ยาว ๙ วา ร่วมใน ๕ ห้อง ๗ ห้องทั้งเฉลียงอีก ๒ หลัง เป็นกุฏิเก๋ง ยาว ๓ วา ๓ ศอก ๘ นิ้ว กว้าง ๑ วา ๒ ศอก ๓ ห้องเท่ากัน อยู่ด้านเหนือและด้านใต้ของกุฏิใหญ่ เมื่อสร้างกุฏิ ๓ หลังนี้สำเร็จแล้วได้เสด็จพระราชดำเนินไปถวายเป็นสังฆิกเสนาสนะ เพื่อเจ้าอาวาสและพระสงฆ์อาศัยอยู่ต่อไป กุฏิหมู่นี้ตั้งอยู่ด้านเหนือพระอุโบสถ ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ แล้วโปรดฯ ให้ยกกุฎิเจ้าอาวาสเดิมขึ้นเป็นหอสวดมนต์ ฉะนั้น การที่พระศรีศากยบุตร (ต่าย) จะลาสิกขา จึงเป็นอันชะงักไปคราวหนึ่ง จนถึงปีกุน พ.ศ. ๒๔๑๘ ในรัชกาลที่ ๕ จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาสิกขา เมื่อพระศรีศากยบุตร (ต่าย) ลาสิกขาแล้ว ในศก ๒๔๑๘ พระมหารอดได้รับสมณศักดิ์เป็นที่ พระเนกขัมมมุนี ตำแหน่งเจ้าอาวาสแทนต่อมา ในตอนที่พระเนกขัมมมุนี (รอด) เป็นเจ้าอาวาสนั้น การปฏิสังขรณ์เพลาลง พระอุโบสถพระวิหาร และถาวรวัตถุอื่น ๆ ได้ชำรุดทรุดโทรมหักพังไปมาก จนถึงพุทธศักราช ๒๔๓๕ จึงพระยาอัคนีสราภัย (เอี่ยม อัคนิบุตร) ได้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ ให้ดีขึ้นตลอดทั้งหลัง แต่ภาพและลายเขียนในพระอุโบสถหาได้ซ่อมไม่ ลายปูนปั้นหน้าบัน พระอุโบสถของเดิมยังไม่ได้ลงรักปิดทองประดับกระจก ได้ลงรักปิดทอง ประดับกระจกเสร็จ และได้ซ่อมพระวิหาร ๘ หลัง คือสร้างหลังคาใหม่ ๓ หลัง อีก ๕ หลัง เพียงแต่ซ่อมสิ่งที่ชำรุดให้คงเดิม แต่ปีกนกหรือไขราพระวิหารทั้ง ๘ หลังเดิมได้พังลงเกือบหมดแล้ว เวลาซ่อมจึงได้ยกเลิกปีกนกหรือไขราเสียคงแต่ถือปูนให้เรียบร้อย ส่วนหลังคาได้เปลี่ยนกระเบื้องใหม่ทั้ง ๘ หลัง และ ได้ปั้นลายนาคที่ชำรุดให้เหมือนเดิม นอกจากนี้ได้ซ่อมศาลาดินคู่ ๒ หลัง คือเปลี่ยนเสาใหม่ทั้งหมดกับตัวไม้ต่าง ๆ ทำเป็นหลังคามุงกระเบื้องไทยถือปูนอย่างเดิม ในระหว่างนี้ พระเนกขัมมมุนี (รอด) กับพระยาอัคนีสราภัย (เอี่ยม อัคนิบุตร) ได้ออกทุนทรัพย์ร่วมกันสร้างศาลาน้ำขึ้นใหม่ เสาไม้เต็งรังเครื่องบนไม้สักหลังคามุงกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกาทาสีมีที่นั่งข้าง ๒ ข้าง มีพนักด้านละ ๓ พนัก กับก่อเขื่อนที่หน้าศาลาริมคลองมอญยาว ๒ วา ๒ ศอก ศาลาหลังนี้ได้ย้ายไปสร้างขึ้นที่ถนนตรงไปหลังพระอุโบสถ

การที่พระยาอัคนีสราภัย (เอี่ยม อัคนิบุตร) ได้ปฏิสังขรณ์วัดชิโนรสารามคราวนี้ นับว่าเป็นการปฏิสังขรณ์ใหญ่ครั้งที่ ๒ และต่อแต่นั้นมาจนบัดนี้เป็นเวลาถึง ๔๑ ปี ไม่มีการปฏิสังขรณ์ รายใหญ่ วัดจึงชำรุดทรุดโทรมลงอีก

ต่อจากยุคนี้ พระครูศีลคุณธราจารย์ (จั่น) ได้เป็นเจ้าอาวาส แต่ได้ถึงมรณภาพเสียใน พ.ศ. ๒๔๔๔ รวมเวลาที่เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดได้ ๑ ปี กับ ๕ เดือน จึงไม่ทันได้สร้างและปฏิสังขรณ์อะไร เมื่อพระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ครั้งยังเป็นพระสมุห์ได้รับหน้าที่เป็นผู้รักษาพระอาราม ได้จัดการปฏิสังขรณ์กุฏิใหญ่ ๑ หลัง สร้างถนน ๑ สาย ตั้งแต่ประตูหลังพระอุโบสถ ถึงเชิงสะพานวัดครุฑ โดยยาว ๔๔ วาเศษ กว้าง ๒ ศอก ส่วนสิ่งอื่นก็ได้ซ่อมแซมบ้างบางอย่าง ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้ปฏิสังขรณ์กุฏิฝากระดาน ๔ ห้อง ๑ หลัง นางชมถวายเครื่องไม้จริง ๓ ห้อง ๑ หลัง เสาไม้แก่นหลังคามุงสังกะสี เรือนหลังนี้ได้ยกขึ้นเป็นหอสวดมนต์ ที่หมู่กุฏิคณะล่าง กับได้รื้อกุฏิคณะล่าง ๒ หลัง ปลูกขึ้นใหม่ ใช้เสาไม้แก่น ทำฝาใหม่เป็นฝาเฟี้ยมด้านหล้า ๑ หลัง หลังคามุงกระเบื้องไทยถือปูน พระมหาวิสูตร (ขัม สหัสรจินดา) กับนางมหาวิสูตร (เล็ก) ได้ถวายเรือนเครื่องไม้จริง ๒ หลังแฝด มีระเบียงพร้อม ฝาไม้สักหลังคามุงสังกะสี ได้ปลูกเนกุฏิซึ่ง พระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ครั้งยังเป็นพระสมุห์ ได้อยู่มาจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๒

พ.ศ. ๒๔๔๘ สร้างฉัตร ๕ ชั้น หุ้มด้วยผ้าตาดทองสำหรับพระประธานในพระอุโบสถ เพราะของเดิมไม่มี และได้จัดการปูพื้นกระเบื้องซีเมนต์ศาลาคู่ ๑ หลัง กับเปลี่ยนเสาราย ๕ เสา ศาลาคู่หลังนี้อยู่ใกล้กับศาลาท่าน้ำ ที่เรียกว่าศาลาดินคู่ พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้สร้างถนนจากศาลาท่าน้ำ ถึงประตูกำแพงพระอุโบสถ ๑ สาย ยาว ๑๕ วา กว้าง ๔ ศอกคืบ ๙ นิ้ว กลางหล่อเฟโรคอนกรีต กับได้ปูพื้นศาลาดิน และเปลี่ยนเสาราย ๗ เสา ศาลาดินนี้คู่กับศาลาปฏิสังขรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘

พ.ศ. ๒๔๕๐ พระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ได้รื้อหอสวดมนต์เก่าซึ่งชำรุดใช้ไม่ได้สร้างเป็นศาลาการเปรียญ แทนศาลาการเปรียญเก่าที่ทรุดโทรมไป โดยเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเสาและ ตัวไม้บางอย่าง ศาลาการเปรียญหลังนี้สูง ๒ ศอก ยาว ๘ วา ๑ ศอกคืบ ๓ นิ้ว กว้าง ๔ วาศอก ร่วมใน ๕ ห้อง ๗ ห้องทั้งเฉลียง มีประตูเข้าออก ๗ ประตู บานประตูทำเป็นเฟี้ยม ริมฝาเป็น ลูกประกน หน้าต่างมีลูกกรงเป็นบานเฟี้ยมปิดเปิดได้ทั้ง ๑๕ หน้าต่าง หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ ปั้นลมทำด้วยไม้สัก สลักเป็นกิ่งไม้ดอกไม้ทาสี บางท่านเรียกว่าช่อฟ้ารามัญ เสาและเพดาน ทาสีใหม่ และได้สร้างปฐมสมโพธิ์ ๔๐ แผ่นใส่กรอบไว้ในพระอุโบสถ

อนึ่งใน พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้ปฏิสังขรณ์หอฉันที่คณะบน ๑ หลัง พ.ศ. ๒๔๕๒ สร้างธรรมาสน์ยอดบุษบก ๑ ธรรมาสน์ ฐานย่อไม้ ๑๒ แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจกแล้วก่อแก่นปูนตั้งแต่พื้นดินถึงพื้นศาลาสำหรับรองธรรมาสน์ด้วย พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้รื้อศาลาโรงดวงสำหรับตีหนังสือใบลาน ยกขึ้นเป็นศาลาขวางของเดิมไม่มีพื้น จึงเปลี่ยนเสาไม้เต็งรังทำพื้นสูงประมาณ ๓ ศอก มีฝาไม้สัก ๓ ด้านใช้ฝาของเก่าบ้างใหม่บ้าง หลังคามุงสังกะสี อยู่ด้านเหนือศาลาการเปรียญเดี๋ยวนี้ กับได้รื้อพื้นพระอุโบสถเปลี่ยนปูด้วยศิลา และเปลี่ยนธรณีอุโบสถทั้ง ๕ ประตู เพราะของเดิมผุไปหมดใช้ไม่ได้ นอกจากนี้ได้ปฏิสังขรณ์ผนังใตหน้าต่างพระอุโบสถ และเสาเหลี่ยมในพระอุโบสถบางเสาที่ชำรุดให้คืนดี

พ.ศ. ๒๔๕๔ หลวงพิทักษ์ทวยหาญ (แช่ม ปัจฉิมางกูร) ถวายเรือนเครื่องไม้สัก ๒ ห้อง ๑ หลัง หลวงวิสุทธิ์สมบัติ (อินทร์ ยังประยูร) ๒ หลัง เป็นฝาไม้กะยาเลยทาสีพื้นและเครื่องบนไม้สัก ๑ หลัง อีกหลังหนึ่งเป็นเรือนฝาไม้สักล้วน พ.ศ. ๒๔๕๕ พระครูสารธรรมจารย์ (ปลด) พร้อมด้วยทายกทายิกา ได้จัดการปฏิสังขรณ์ถนนสายริมคลองมอญ ๑ สาย ของเดิมก่ออิฐถือปูน ได้เปลี่ยนเป็นถนนเฟโรคอนกรีต โดยยาว ๑๙ วา กว้าง ๑ วา ๓ ศอก ตั้งแต่เชิงสะพานสูงข้าม คลองมอญถึงถนนข้างศาลาน้ำ พ.ศ. ๒๔๕๖ สร้างบันไดปูน ๕ บันได สำหรับขึ้นศาลาการเปรียญ ๒ บันได สำหรับขึ้นนอกชานซึ่งติดต่อกับศาลาการเปรียญ ๑ บันได ด้านใต้ ๑ บันได ด้านเหนือ ๑ บันได ขั้นบันไดปูศิลาบ้าง ปูกระเบื้องซีเมนต์บ้าง นางเทวราชธนารักษ์ (แม้น สหัสรจินดา) สร้างถนนตั้งแต่สะพานน้ำขึ้นไปจรดถนนหลังพระอุโบสถ ๑ สาย โดยยาว ๒๕ วา กว้าง ๒ ศอกคืบ ปูด้วยกระเบื้องซีเมนต์แผ่นใหญ่ และได้สร้างบันไดก่ออิฐถือปูน สำหรับขึ้นศาลาการเปรียญ ๒ บันได ขั้นบันไดปูกระเบื้องจีน นางรามสรสิทธิ์ (ชื่น อัคนิบุตร) ปฏิสังขรณ์ถนนเก่า ๑ สาย ของเดิมก่ออิฐถือปูนเปลี่ยนเป็นถนนเฟโรคอนกรีต โดยยาว ๑๘ วา ๓ ศอก กว้าง ๓ ศอกคืบ

พ.ศ. ๒๔๕๗ หลวงชำนิโยธา (สิน) กับนางชำนิโยธา (เส็ง) ได้สร้างศาลาขวาง ๓ ห้อง ๑ หลัง เครื่องไม้จริง หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ มีกันสาดปรุรอยสังกะสีรอบ มีพนัก ๓ ด้าน ฝ้าทาสี ศาลาหลังนี้ปลูกขวางทางด้านใต้ศาลาการเปรียญใกล้คลองมอญ

ครั้นวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๔๕๗ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐิน พระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ได้ปฏิสังขรณ์พระอารามรับเสด็จ คือ ปฏิสังขรณ์ศาลาท่าน้ำ ๑ หลัง ซ่อมศาลาคู่ ๒ หลัง กับพระอุโบสถและพระวิหารที่ชำรุดบางส่วน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้สร้างสะพานน้ำ ๑ สะพานและก่อแท่นสำหรับตั้งพระปฏิมากรประจำในศาลาการเปรียญ ๑ แท่น

พ.ศ. ๒๔๕๙ พระเทวราชธนารักษ์ (เขียว รหัสรจินดา) กับนางเทวราชธนารักษ์ (แม้น) ได้ถวายเรือนปั้นหยาเครื่องไม้จริง มีระเบียงและนอกชานพร้อม หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ และ ได้จัดการเหมาช่างให้รื้อย้ายมาปลูกให้เสร็จ หลวงศรีรณชิต (เจิม จารุปาน) พร้อมด้วยญาติมิตรออกทุนทรัพย์ ติดสายไฟฟ้าไปถึงศาลาการเปรียญและพระอุโบสถ หอสวดมนต์ กับกุฏิสงฆ์ทั่วไป ได้ถวายทั้งสายและดวงโคม พร้อมทั้งเครื่องอุปกรณ์ในการใช้กระแสไฟฟ้า วัดจึงได้รับ ความสะดวกและได้ใช้ไฟฟ้ามาจนบัดนี้

พ.ศ. ๒๔๖๐ นางเอี่ยม ชมสมบูรณ์ ได้สร้างถนน ๑ สายปูด้วยกระเบื้องซีเมนต์แผ่นใหญ่ยาว ๑๙ วา กว้าง ๒ ศอก และสร้างบันไดก่ออิฐ ชั้นปูกระเบื้องซีเมนต์รวม ๓ บันได สำหรับขึ้นกุฏิคณะล่าง กับทำท่าน้ำหล่อคอนกรีต ๑ ท่า

พ.ศ. ๒๔๖๑ พระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ได้จัดการซ่อมพระประธานและพระอัครสาวกซ้ายขวาในพระอุโบสถ และปูพื้นทางด้านหน้าและหลังพระอุโบสถ ของเดิมปูกระเบื้องจีนชำรุดมาก เปลี่ยนเป็นปูด้วยกระเบื้องซีเมนต์อย่างใหญ่สี่เหลี่ยม กับได้ซ่อมพื้นพระอุโบสถที่ชำรุด บางแห่ง เปลี่ยนธรณีประตูกำแพงพระอุโบสถ ๔ ประตู ปูขั้นบันไดด้วยกระเบื้องซีเมนต์ สำหรับขึ้นพระอุโบสถ ๔ บันได นอกจากนี้ได้ปฏิสังขรณ์ถนนริมน้ำตามลำคลองมอญและถนนคอนกรีต ๑ สาย ยาว ๙ วา กว้าง ๖ ศอกคืบ ซึ่งต่อจากถนนหลังพระอุโบสถตรงไปกุฏิคณะบน

พ.ศ. ๒๔๖๒ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ครั้งยังดำรง พระอิสสริยยศเป็นกรมหลวงฯ ทรงถวายเรือนเครื่องไม้สักขนาดใหญ่ ๑ หลัง ยาว ๖ วา ๓ ศอก กว้าง ๔ วา ๓ ศอก ได้จัดการรื้อมาเป็นกุฏิซึ่งพระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ได้อยู่มาจนทุกวันนี้

พ.ศ. ๒๔๖๓ พระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ได้จัดการปฏิสังขรณ์หลังคาเฉลียง พระอุโบสถด้านเหนือ คือเปลี่ยนเสาเปลี่ยนตัวไม้ใหม่ทั้งหมด แล้วมุงกระเบื้องถือปูนทาสีอย่างของเดิม และได้ปฏิสังขรณ์หอฉัน ๒ ห้อง มีเฉลียงรอบ ๑ หลัง กุฏิฝากระดาน ๔ ห้อง ๑ หลัง ๓ ห้อง ๑ หลัง กันสาดเดิมมุงกระเบื้องไทย เปลี่ยนเป็นมุงสังกะสีทั้ง ๒ หลัง

พ.ศ. ๒๔๖๕ ญาติของนางเทวราชธนารักษ์ (แม้น สหัสรจินดา) มีพระยาอัคนีสราภัย (ชุม อัคนิบุตร) เป็นต้น พร้อมใจกันออกทรัพย์ ซึ่งได้รับมรดกจากนางเทวราชธนารักษ์ (แม้น) ผู้ถึงแก่กรรม จัดสร้างโรงเรียนหนังสือไทย ๑ หลัง ก่ออิฐถือปูน ข้างบนใช้เสาไม้ ๔ เหลี่ยม สูง ๒ วา ยาว ๑๐ วา ๓ ศอก กว้าง ๔ วา ๒ ศอก สูงแต่พื้นดิน ๕ ศอกเศษ มีมุขด้านตะวันตก ๑ มุข มีบันไดขึ้นลงที่มุข ๒ ด้าน พื้นเชิงกลอน ฝา ฝ้า เพดานไม้สัก เสาหน้ามุขข้างบนใช้ไม้เต็งรังหน้า ๔ เหลี่ยม หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์อย่างใหญ่ มีบันไดขึ้นลงทางด้านตะวันออกหลังโรงเรียน ๑ บันได กั้นฝาภายในโรงเรียน ๑ ห้อง สำหรับเป็นที่พักครูและเก็บสิ่งของ มีประตูด้านตะวันออก ๑ ประตู ด้านตะวันตกที่หน้ามุข ๑ ประตู บานประตูหน้าต่างทำเป็นเฟี้ยมทั้งหมด พื้นล่างปู กระเบื้องซีเมนต์ สิ้นเงิน ๙,๗๐๐ บาท ๑๗ สตางค์ แล้วมอบให้กระทรวงธรรมการทำเป็นโรงเรียนของรัฐบาล ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๖๖ นายฉาย วงศ์ประทีป ซึ่งเป็นครูใหญ่ได้เบิกเงินจาก กระทรวงธรรมการ ๘๐๐ บาท ทำฝารอบโรงเรียนชั้นล่าง มีประตู ๔ ประตู บานประตูหน้าต่าง ทำเป็นเฟี้ยมเหมือนกับชั้นบน และได้แก้เสาปูนข้างในเป็นเสาไม้ เพื่อให้กว้างและจุนักเรียน สิ้นเงินอีก ๓๘๕ บาท พ.ศ. ๒๔๖๘ นายอุ่น ศรีสุคนธ์ ครูใหญ่ได้เบิกเงินจากกระทรวงธรรมการ สร้างโต๊ะเรียนและซื้อเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมเป็นเงิน ๖๘๗ บาท ๖๒ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้ทำรางน้ำรอบโรงเรียน สิ้นเงิน ๗๘ บาท พงศ. ๒๔๗๐ – ๒๔๗๑ ทาสีชั้นล่างรอบโรงเรียนสิ้นเงิน ๒๒๑ บาท ๓๘ สตางค์ พ.ศ. ๒๔๗๒ ทำลับแลห้องเรียนชั้นล่างชั้นบนและซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ รวมเป็นเงิน ๔๐๐ บาท พ.ศ. ๒๔๗๓ ทำรั้วลวดหนามรอบโรงเรียน และสะพานน้ำเฟโรคอนกรีต สิ้นเงิน ๖๕๐ บาท กับทำกันสาดด้านตะวันออก มุงสังกะสี สิ้นเงิน ๒๓๒ บาท

พ.ศ. ๒๔๖๔ พระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) พร้อมด้วยพระพันได้จัดการปฏิสังขรณ์ กันสาดกุฏิตึกที่ชำรุด เปลี่ยนชิงกลอนใหม่ทั้งหมด เดิมมุงกระเบื้องไทยเปลี่ยนเป็นมุงสังกะสี และเปลี่ยนชิงกลอนหลังคาชั้นบนด้วย แต่ไม่ทั่วทั้งหลัง

พ.ศ. ๒๔๖๖ นางรัชชโรดม (จันทร์ รัตโนดม) ได้บริจาคทรัพย์ ๕๐๘ บาท ๖๐ สตางค์ สร้างหอระฆัง ๑ หลัง เสาไม้แก่นเครื่องบนไม้จริง สูง ๒ วา ๓ ศอก ยาว ๓ ศอก ๒๐ นิ้ว กว้าง ๓ ศอก ๑๓ นิ้ว หน้าบันสลักลายลงรักปิดทองประดับกระจก หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ มีช่อฟ้าใบระกา

พ.ศ. ๒๔๖๗ พระครูสารธรรมจารย์ (ปลด) ได้จัดการเปลี่ยนหลังคากุฏิใหญ่สำหรับ เจ้าอาวาสอยู่ เดิมมุงสังกะสี เปลี่ยนเป็นมุงกระเบื้องซีเมนต์ กับทาสีเพดานและฝ้าภายใน พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้รื้อศาลาดินคู่ของเดิมที่ชำรุด และอีกหลังหนึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนหนังสือไทย จัดสร้างขึ้นใหม่ ใช้ไม้เก่าบ้างใหม่บ้าง หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้สร้าง ศาลาน้ำคอนกรีต ๑ หลัง สูงแต่พื้นถึงขื่อ ๒ วา ๘ นิ้ว ยาว ๒ วา ๒ ศอก ๕ นิ้ว หน้าบันปั้นลาย นครขด ๕ เศียร และปั้นเป็นชนกกิ่งไม้ดอกไม้ ลงรักปิดทองประดับกระจก ช่อฟ้าใบระกาหล่อคอนกรีตลงรักประดับกระจก มีอาสนะสงฆ์ ๒ ข้าง พื้นปูกระเบื้องซีเมนต์ลาย มีพนักโปร่ง ๒ ข้าง กลางเป็นทางเดิน สำหรับไปประตูพระอุโบสถด้านใต้ เรียกว่าศาลาฉนวน สิ้นเงิน ๑,๕๗๕ บาท ถึง พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้จัดการเลื่อนศาลาดินที่สร้างขึ้นไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ซึ่งอยู่ใกล้กับศาลาคอนกรีตที่สร้างใหม่ ให้ห่างออกไปจากที่เดิมทางทิศตะวันตก ๑๐ ศอก รื้อพื้นของเก่าปูกระเบื้องซีเมนต์ใหม่อย่างเดิมและเทพื้นคอนกรีตตั้งแต่ศาลาคอนกรีตจรดพื้นศาลาดิน ทางทิศตะวันตกแต่พื้นศาลาดินจรดถนนริมศาลาการเปรียญ สิ้นเงิน ๑๗๔ บาท และได้รื้อศาลาน้ำที่พระยาอัคนีสราภัย (เอี่ยม อัคนิบุตร) กับพระเนกขัมมมุนี (รอด) สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ ย้ายมาปลูกตรงถนนข้าง ศาลาการเปรียญ ทำฝ้าเพดานอย่างเดิม มีอาสนะสงฆ์ ๒ ข้าง มีพนักเหมือนเดิม หลังคามุงกระเบื้องไทย มีช่อฟ้าใบระกาทาสีแดง สิ้นเงิน ๑๘๐ บาท และในศกเดียวกันนี้คุณหญิงอภิชิตชาญยุทธ์ (กลิ่น เศวตนันท์) ถวายเรือนไม้สักลูกประกน ๓ ห้อง ๑ หลัง ได้ปลูกขึ้นเป็นกุฏิในบริเวณคณะบนทางทิศเหนือ เสาไม้แก่น หลังคามุงกระเบื้องซีเมนต์พร้อมทั้งระเบียง เป็นกุฏิ ๒ ชั้น พื้นล่าง ปูกระเบื้องซีเมนต์

พ.ศ. ๒๔๗๓ พระสมุห์ลืม ฐานาของพระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ได้จัดการมุงหลังคากุฏิตึก ๒ ห้อง ๒ หลัง เดิมมุงจาก เปลี่ยนเป็นมุงกระเบื้องซีเมนต์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ได้จัดการสร้างเขื่อนเฟโรคอนกรีต ยาว ๓ วาเศษ สูงแต่พื้นล่างถึงระดับพื้นที่วัด และสร้างสะพานบนเขื่อนเทคอนกรีต ตั้งแต่ปลายสะพานตามยาวถึงพื้นศาลาคอนกรีตที่สร้างครั้งก่อนข้างสะพานมีรั้วลูกกรงหล่อคอนกรีตทั้ง ๒ ข้าง ถัดรั้วไปมีเก้าอี้นั่ง ๒ ข้าง พื้นปูกระเบื้องซีเมนต์อย่างลาย มีพนักพิง มีหน้าสิงห์หล่อคอนกรีตฝังศิลาอ่อน บอกศักราชที่สร้าง สิ้นเงิน ๕๗๓ บาท และได้สร้างศาลาน้ำอีก ๑ หลัง เสาล่างเทคอนกรีต ตอนบนไม้สักเครื่องบน ไม้จริง เชิงกลอนไม้สักปรุลาย หลังคามุงสังกะสีเป็นศาลา ๒ ห้อง ปูพื้นไม้ มีรั้วและพนัก ๒ ข้าง ฯ

ปูชนียวัตถุหรือปูชนียสถาน
สิ่งสำคัญในวัดที่เป็นปูชนียวัตถุ ควรแสดงไว้เป็นหลักฐาน คือ พระประธานใน พระอุโบสถหล่อปางมารวิชัย ๑ องค์ พระอัครสาวกหล่อ ๒ องค์ พระพุทธรูปยืน สูง ๓ ศอกเศษบ้าง ๔ องค์ พระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัยบ้าง สมาธิบ้าง ๖ องค์ เป็นพระหล่อทั้งสิ้น และสิ่งที่นับว่า เป็นปูชนียสถานนั้น คือ พระเจดีย์ใหญ่ ๒ องค์ พระเจดีย์ไม้ ๑๒ ทรงเครื่อง ๔ องค์ พระปรางค์ ๒ องค์ ฯ

งานสร้าง และปฏิสังขรณ์
พระศรีสักยวงศ์ (สุนทร โสมทตฺโต ป.ธ. ๘) ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้สร้างและปฏิสังขรณ์วัดชิโนรสาราม ดังนี้

พ.ศ. ๒๕๑๓ สร้างศาลาบำเพ็ญกุศลลักษณะทรงไทย ๒ มุข ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๑ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๑๑๔,๐๐๐ บาท

พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้ปฏิสังขรณ์พระวิหารทรงไทยรอบพระอุโบสถซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๘ หลัง ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๖ เมตร ได้ปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จไป ๓ หลัง สิ้นค่าปฏิสังขรณ์ ๙๕,๐๐๐ บาท (เก้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้ทำการรื้อพระวิหารหลังเก่าออกเพราะทรุดโทรมจนพระเข้าไปอาศัยไม่ได้ แลสร้างขึ้นใหม่ให้อยู่ในลักษณะอนุรักษ์ศิลปะไว้ ในการนี้จึงมี นางหวน อัคนิบุตร เข้ามาอุปถัมภ์ ได้บริจาค ๕๐,๐๐๐ บาท พระวิหารหลังนี้สิ้นค่าก่อสร้าง ๗๕,๐๐๐ บาท (เจ็ดหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้สร้างศาลาบำเพ็ญกุศล ลักษณะทรงไทยคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สูง ๓.๔๕ เมตร ๓ ห้อง นางหวน อัคนิบุตร ได้บริจาค ๔๐,๐๐๐ บาท สิ้นค่าก่อสร้างไปตามสัญญา ๒๓๔,๐๐๐ บาท (สองแสนสามหมื่นสี่พันบาทถ้วน)

พ.ศ. ๒๕๒๑ สร้างห้องเก็บพัสดุลักษณะทรงไทยอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๘ เมตร สูง ๓ เมตร นางหวน อัคนิบุตร ได้บริจาค ๑๔,๐๐๐ บาท สิ้นค่าก่อสร้าง ๑๗,๔๒๐ บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันสี่ร้อยยี่สิบบาทถ้วน)

พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้ดำริจะสร้างศาลาการเปรียญขึ้นใหม่เพราะของเก่าชำรุดมากเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทย ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๑ เมตร พ.ศ. ๒๕๒๑ นางสาวสมประสงค์ อัคนิบุตร ได้เข้ามาอุปถัมภ์การก่อสร้างได้บริจาค ๑,๑๖๙,๙๐๗ บาท ได้จ่ายค่าก่อสร้างไปตามสัญญาแล้ว ๑,๑๕๓,๘๓๘.๗๙ บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นสามพันแปดร้อยสามสิบแปดบาทเจ็ดสิบเก้าสตางค์) การก่อสร้างจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ท่านอาพาธด้วยโรคอัมพฤกมีอาการอ่อนกว่าอัมพาต จนถึงมรณภาพเมื่อ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๔ รวมเป็นเจ้าอาวาสได้ ๑๐ ปี ๑๐ เดือน ๘ วัน การบูรณปฏิสังขรณ์จึงปรากฏเท่าที่เห็นอยู่จึงชื่อว่าเป็นผู้อาศัยวัดและวัดอาศัยเจ้าอาวาส

ถาวรสถาน
สิ่งที่นับว่าเป็นถาวรสถานในวัด คือ พระอุโบสถ ๑ หลัง พระวิหาร ๘ หลัง ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง ศาลาขวาง ๒ หลัง ศาลาน้ำ ๔ หลัง ศาลาดิน ๑ หลัง หอระฆังก่ออิฐ ๑ หลัง หอระฆัง เครื่องไม้จริง ๑ หลัง กุฏิเครื่องไม้จริง ๑๓ หลัง กุฏิตึก ๓ หลัง หอสวดมนต์ ๑ หลัง หอฉัน ๑ หลัง โรงเรียนหนังสือไทย ๑ หลัง นอกจากนี้ก็มีสังหาริมวัตถุที่ได้รับพระราชทาน และมีผู้สร้างไว้สำหรับวัด คือ พระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ในรัชกาลที่ ๕ พร้อมทั้งตู้สำหรับบรรจุ ๑ ชุด ธรรมาสน์ ชั้นตรีลายทองในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑ ธรรมาสน์ พระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องยศจอมพลทหารบก ๑ พระรูป ธรรมาสน์พร้อมด้วยเบาะหมอน และหนังสือปาฏิโมกข์ตัวขอมเขียนด้วย สมุดไทย พร้อมทั้งตู้และเชิงเทียนทองเหลือง ในงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ๑ ชุด ธรรมาสน์ยอดบุษบกย่อเหลี่ยมไม้ ๑๒ หนึ่งธรรมาสน์ อาสนสงฆ์ไม้สัก นายสี สัมฤต กับพระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) สร้างถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ รวม ๖ ชิ้น ฉัตรสลักลายโปร่ง ๕ ชั้นลงรักปิดทอง และเงิน ๔ ฉัตร บายศรีไม้สักสลักลาย ลงรักปิดทอง และเงิน ๒ บายศรี ราวเทียนไม้สักลายทองมีรูปหงส์หล่อ ปิดทอง ๒ ราว ธรรมาสน์ไม้สัก ๒ ธรรมาสน์ พระจำเนียรวัฒที (ชุบ หงสกุล) สร้างถวาย ฯ

ที่ธรณีสงฆ์
วัดนี้มีธรณีสงฆ์ ๑ แห่ง อยู่ริมคลองมอญฝั่งใต้ อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี เยื้องหน้าวัดครุฑ ด้านเหนือ ยาว ๒๓ วา ทิศตะวันออกมีคูขั้น และคูนั้นเป็นของวัดมาแต่เดิม ด้านตะวันตกกว้าง ๒ วา จรดคลองมอญ ด้านตะวันออก ๑๓ วา ข้างหนึ่งจรดคลองมอญ ข้างหนึ่งจรดที่ราษฎร ที่รายนี้แต่เดิมทราบว่าเป็นที่ส้วมของวัดชิโนรส มีสะพานข้ามไปมาได้ ต่อมาภายหลังน้ำเซาะ ตลิ่งพัง คลองกว้างออก พระสงฆ์สามเณรข้ามไปมาไม่สะดวก จึงได้ย้ายส้วมมาสร้างขึ้นในฝั่งวัดเดี๋ยวนี้ ที่นั้นจึงเป็นที่ว่าง ภายหลังมีผู้ขออาศัยปลูกเรือนอยู่ วัดไม่ได้รับผลประโยชน์จากผู้อาศัยถึง ๘ ยุค เจ้าอาวาส ต่อมาพระยาอภิชิตชาญยุทธ์ (เจริญ เศวตนันท์) ครั้งยังเป็นพระยามหามนตรี เป็นมัคนายก ได้เรียกค่าเช่าจากผู้อาศัยได้เงินปีละ ๓๐ บาทเป็นอย่างสูงฯ

ความเจริญและความเสื่อม
วัดนี้เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงสร้างในยุคแรก คงมีความเจริญ แต่เห็นจะไม่มากนัก ต่อเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชวังนันทอุทยานขึ้น แล้วทรงปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ สมัยนั้นนับว่าเจริญรุ่งเรืองเต็มที่ และต่อมาก็เสื่อมโทรมไปมาก ถาวรวัตถุต่าง ๆ มีแต่ชำรุดทรุดโทรมลง เพราะการปฏิสังขรณ์ไม่เพียงพอ ในยุคนี้นับว่าดีขึ้น เนื่องด้วยเจ้าอาวาสคอยซ่อมแซมอยู่เสมอ ถึงกระนั้นก็ยังจัดว่าเจริญมากไม่ได้ ฯ

การศึกษา
การศึกษาสำหรับวัดนี้ เดิมมีการเรียนพระปริยัติธรรมตามแบบเก่า คือเรียนมูลกัจจายน์และธรรมบท อย่างสูงถึงมงคลทีปนี แต่มิได้ตั้งโรงเรียนเป็นหลักฐาน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์พระอารามแล้ว จึงได้โปรดให้พระยาธรรมปรีชา (บุญ) ในเวลานั้นจะมีบรรดาศักดิ์อะไรหาทราบไม่ มาเป็นอาจารย์สอนที่ศาลาการเปรียญ สมัยนั้นมีภิกษุสามเณรในวัดอื่นมาเรียนมาก สอนอยู่กี่ปีไม่ทราบเมื่อพระยาธรรมปรีชา (บุญ) เลิกสอนจากวัดชิโนรสแล้ว พระสงฆ์สามเณรก็เรียนกับพระในวัดบ้าง ไปเรียนที่อื่นบ้าง

ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๔๗ พระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ได้จ้างนายอิ่ม นาคปรีชา มาสอนอยู่ ๓ ปีก็ลาออก นายแง๊ด, เปรียญ ได้รับสอนต่อมา ถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ ก็เลิกล้มเพราะเหตุที่มีการศึกษานักธรรมและบาลีตามแบบใหม่ขึ้น ภิกษุสามเณรในวัดได้ไปศึกษาที่สำนักวัดมหาธาตุเป็นพื้น และที่วัดชิโนรสเองก็มีการสอนกันบ้าง แต่หาได้ตั้งเป็นสำนักเรียนไม่

ส่วนการศึกษาภาษาไทย เดิมก็คงเรียนกันตามแบบเก่าที่เรียกว่าเรียนหนังสือวัด ครั้นถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ พระศาสนานุรักษ์ (พิม) เจ้าอาวาสวัดนวลนรดิศ ได้แนะนำ พระครูศีลคุณธราจารย์ (จั่น) เจ้าอาวาสกับพระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) ครั้งยงเป็นพระสมุห์ ให้ชักชวนบุตรชาวบ้านในตำบลนั้นมาเป็นนักเรียนในวัดนี้ ชั้นต้นได้อาศัยเรียนที่หอฉันคณะบน ต่อมาสถานที่ไม่พอจึงย้ายไปสอนในหอสวดมนต์เก่า การสอนเจริญขึ้นถึงชั้น ๒ -๓ ภายหลัง หอสวดมนต์ที่เรียนชำรุด จึงย้ายเข้าไปเรียนในกุฏิตึกที่เจ้าอาวาสเคยอยู่แต่ก่อน เมื่อนักเรียนเจริญมากขึ้น กรมศึกษาธิการก็ได้ส่งครูมาเพิ่มเติมขึ้นเป็นลำดับ แต่คงสอนถึงชั้นประถม ๓ เป็นอย่างสูง

ถึง พ.ศ. ๒๔๖๕ พระยาอัคนีสราภัย (ชุ่ม อัคนิบุตร) กับพระยานรินทราภรณ์ (เปลี่ยน สุวรรณประกร) พร้อมด้วยญาติของนางเทวราชธนารักษ์ (แม้น สหัสรจินดา) ซึ่งได้รับมรดกได้เอาทรัพย์ในกองมรดกนั้นสร้างโรงเรียนหนังสือไทยขึ้น ๑ หลัง แล้วมอบแก่รัฐบาล จึงได้ย้ายสถานที่มาสอนที่โรงเรียนสร้างใหม่ นักเรียนก็เจริญมากขึ้นโดยลำดับ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้เปิดสอนถึงมัธยมตอนต้น นับว่าการเรียนหนังสือไทยได้เจริญขึ้นเป็นอันมาก ฯ

ระเบียบและขนบธรรมเนียม
ระเบียบการของวัดในยุคนี้ มีธรรมเนียมเช่นเดียวกับวัดอื่น ๆ คือมีการทำวัตรสวดมนต์ เช้าเย็นทุกวัน มีการแสดงธรรมทุกวันธรรมสวนะ มีอุโบสถสังฆกรรมทุกกึ่งเดือน และมีวิสาขบูชา มาฆบูชา ตามอภิลักขิตนิยมทุกปี ฯ

มัคนายกและไวยาวัจกร
เดิมเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับวัดชิโนรสเป็น พระอารามหลวงและทรงปฏิสังขรณ์วัดแล้ว ก็ได้มีข้าพระหรือเลขวัดสำหรับรักษาพระอาคาม แต่จะมากน้อยเท่าใดไม่ปรากฏ ในเวลานั้นพระยามหานิเวศนานุรักษ์ (เผือก เศวตนันท์) ครั้งนั้นจะมีบรรดาศักดิ์อย่างไรหาทราบไม่ เป็นผู้ปกครองดูแล เวลากฐินก็มีเลขวัดมาถากถางหญ้าทุก ๆ ปี ภายหลังเมื่อเลิกเลขวัดแล้ว ทางวัดได้จัดการดูแลรักษาเอง ต่อมาเมื่อพระครูสารธรรมาจารย์ (ปลด) เป็นเจ้าอาวาส พระยาอภิชิตชาญยุทธ์ (เจริญ เศวตนันท์) ครั้งยังเป็นพระยามหามนตรีเป็นมัคนายก ตลอดมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๘ พระยาอภิชิตชาญยุทธ์ถึงอนิจกรรม เวลานี้ไม่มีมัคนายก มีแต่ไวยาวัจกร คือ นายศุข อัคนิบุตร ฯ

ลำดับและประวัติเจ้าอาวาส
เจ้าอาวาสผู้ครองวัดนี้ นับแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปรมานุชิตชิโนรส ทรงสร้างในรัชกาลที่ ๓ เป็นลำดับมาจนถึงปัจจุบันนี้มีรายนามและประวัติเท่าที่ปรากฏ ดังนี้

๑. พระอธิการโพ ชาติภูมิอยู่จังหวัดปราจีนบุรี

๒. พระอธิการมา ชาติภูมิอยู่จังหวัดปราจีนบุรี

๓. พระอธิการเอี่ยม ชาติภูมิอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี

๔. พระอธิการมี เป็นเขมร ภูมิลำเนาเดิมอยู่เมืองเขมร
ทั้ง ๔ รูปนี้จะครองวัดอยู่กี่ปีหาทราบไม่

๕. พระครูเทพสิทธิเทพาธิบดี นามเดิมไม่ทราบ เข้าใจว่าเดิมคงจะอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ มาก่อน เพราะนัยว่าเป็นฐานาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมปรมานุชิตชิโนรส เมื่อวัดเป็น พระอารามหลวงแล้วจึงได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดชิโนรส ครองวัดอยู่กี่ปีไม่ปรากฏ ภายหลังย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดนาคกลาง

๖. พระศรีศากยบุตร (ต่าย) เป็นเปรียญกี่ประโยคหาทราบไม่ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ท่าเตียน อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ครองวัดอยู่กี่ปีไม่ปรากฏ ลาสิกขาในรัชกาลที่ ๕ แล้วเข้ารับราชการในกรมราชบัณฑิต ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่หลวงราชาภิรมย์ และ ได้เป็นอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมอยู่ที่เก๋งวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนตลอดอายุ

๗. พระเนกขัมมมุนี (รอด) เป็นบุตรจีน ภูมิลำเนาอยู่บางปะแก้ว อำเภอราชบูรณะ จังหวัดธนบุรี เมื่ออุปสมบทศึกษาพระปรยัติธรรมอยู่สำนักวัดอมรินทร์ ภายหลังมาอยู่วัดชิโนรสกับพระศรีศากยบุตร (ต่าย) ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวง ได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค ครองวัดอยู่ ๒๖ ปี ถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ อายุ ๘๐ ปี

๘. พระครูศีลคุณธราจารย์ (จั่น) ภูมิลำเนาอยู่สวนแดน อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี เป็นหลานพระศรีศากยบุตร (ต่าย) อุปสมบทอยู่วัดชิโนรส ๒ พรรษา ได้เป็นพระใบฎีกาฐานาของ พระศรีศากยบุตร (ต่าย) เมื่อพระศรีศากยบุตรลาสิกขาแล้ว ได้เป็นพระใบฎีกาฐานาของ พระเนกขัมมมุนี (รอด) ภายหลังได้เลื่อนเป็นพระปลัด ครั้นพระเนกขัมมมุนี (รอด) มรณภาพแล้ว จึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์เป็นพระครูศีลคุณธราจารย์ ตำแหน่งเจ้าอาวาส

๙. พระวิสุทธิสมาจารย์ (ปลด) ชาติภูมิอยู่บางระมาด อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี บิดาชื่อ จาด มารดาชื่อ แพ เกิดวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ๙๑ ตรงกับวันพุธ เดือน ๑๒ แรม ๕ ค่ำ ปีวอกจัตวาศก พุทธศักราช ๒๔๑๕ เมื่ออายุ ๙ ขวบ บิดานำไปถวายพระสรภาณกวี (อิ่ม) วัดมหาธาตุ ครั้งยังเป็นเปรียญได้ศึกษาอักขร สมัยอยู่ในสำนักพระสรภาณกวี (อิ่ม) ครั้นอายุได้ ๑๓ ปี พระสรภาณกวี (อิ่ม) ถึงมรณภาพ ได้อยู่กับพระหอมผู้เป็นอาจารย์รอง และได้บรรพชาเป็นสามเณรเรียนพระปริยัติธรรมกับพระอาจารย์หอมและอาจารย์พลับบ้าง หลวงอุดมจินดาและอาจารย์นิตย์บ้าง ต่อมาพระหอมย้ายไปอยู่วัดฤๅชัย อำเภอผักไห่ พระนครศรีอยุธยา ก็ได้ตามไป อยู่ด้วย ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๒๙ ได้กลับมาอยู่กับพระครูสมณคุณาจารย์ (โต) วัดนาคกลาง อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี แต่ไปเรียนพระปริยัติธรรมกับพระสมุห์อ่วมวัดชิโนรส ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ย้ายจากวัดนาคกลางมาอยู่กับพระสมุห์อ่วมวัดชิโนรส และเรียนพระปริยัติธรรมกับพระอาจารย์ช่วยวัดนาคกลางบ้าง พระสมุห์อ่วมบ้าง แต่หาได้เข้าแปลในสนามหลวงไม่ บรรพชาเป็นสามเณรอยู่จนอายุ ๒๒ ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดจำปา อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี พระครูสารธรรมาจารย์ (โต) เป็นอุปัชฌายะ เจ้าอธิการเผือกวัดจำปา กับพระครูศีลคุณธราจารย์ (จั่น) ครั้งยังเป็นพระปลัดเป็นคู่กรรมวาจาจารย์ อุปสมบทแล้วมาอยู่วัดชิโนรสารามตามเดิม ถึง พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้เป็นพระใบฎีกา แล้วเลื่อนเป็นพระสมุห์ฐานานุกรมของพระเนกขัมมมุนี (รอด) ถึง พ.ศ. ๒๔๔๓ พระเนกขัมมมุนี (รอด) มรณภาพ จึงเป็นพระสมุห์ฐานาของ พระครูศีลคุณธราจารย์ (จั่น) ต่อมาพระครูศีลคุณธราจารย์ (จั่น) มรณภาพ จึงได้รับตำแหน่งเป็น ผู้รักษาการวัด ครั้นถึงวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๔๗ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ เป็นพระครูสารธรรมาจารย์ ตำแหน่งเจ้าอาวาส ถึงวันที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๕ เป็นเจ้าคณะหมวดคลองมอญ วันที่ ๒๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๖๔ เป็นอุปัชฌายะ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่พระวิสุทธิสมาจารย์

๑๐. พระสุวรรณเวที (ทองดี เมธารัตน์ ราชธมฺโม ป.ธ. ๗) ชาติภูมิอยู่ ต.ท่าระบาด อำเภอสรรบุรี จ.ชัยนาท สังกัดวัดระฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดชิโนรสาราม และเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านช่างหล่อ เขต ๑ ต่อมา เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชคณะที่ พระสุวรรณเวที ครองวัดชิโนรส ฯ อยู่ ๑๔ ปี มรณภาพด้วยโรคกระเพาะที่โรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๑๑ รวมอายุได้ ๕๘ ปี

๑๑. พระศรีสักยวงศ์ (สุนทร โสมทตฺโต ป.ธ. ๘) ชาติภูมิ ต.บ้านเขาทอง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เดิมอยู่วัดพระเชตุพนฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดชิโนรสาราม เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระศรีสักยวงศ์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นเจ้าคณะ ตำบลบ้านช่างหล่อ เขต ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ มรณภาพเมื่อ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๔ ด้วยโรคอัมพฤก

๑๒. พระครูโสภณพัฒนกิจ (เกสโร) ชาติภูมิ ต.เสาธง อ.บางประหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เดิมเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดอัมพวา เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดชิโนรสาราม เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๕ จนกระทั่งปัจจุบัน ได้รับพระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระชินวงศ์พิพัฒน์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๒




ข้อมูล การชำระเงิน
โอนผ่านธนาคารที่สะดวก
จักรพันธ์ ณ ป้อมเพชร์
155-203827-0
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนวิทยุ (ออลซีซัน เพลส) กรุงเทพฯ
...หรือ...
245-0-38918-0
ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยเดอะมอลล์ ท่าพระ
...หรือ...
512-2-01601-0
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด LH BANK
สาขาย่อยเดอะมอลล์ ท่าพระ

นัดเจอกันแล้วชำระ
จักรพันธ์ ณ ป้อมเพชร์
512-2-01601-0
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด LH BANK
สาขาย่อยเดอะมอลล์ ท่าพระ กรุงเทพฯ

ชำระเงินแบบอื่นๆ
จักรพันธ์ ณ ป้อมเพชร์
245-0-38918-0
ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยเดอะมอลล์ ท่าพระ
กรุงเทพฯ

ข้อมูล การรับ-ส่งสินค้า
นัดเจอเพื่อมารับสินค้า
ธนาคารทั่วไป ส่งทางไปรษณี (EMS) ลงทะเบียนรับประกัน







สินค้าใกล้เคียง

พระกริ่งฟ้าผ่าประภามณฑล หลวงพ่อกึ๋น พ.ศ....

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระกริ่งฟ้าผ่าประภามณฑล หลวงพ่อกึ๋น พ.ศ....

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระกริ่งเกราะเพชร ฐาวโร หลวงพ่อด่วน วัดบ...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระกริ่งหลวงพ่อคูณ รุ่นรับเสด็จ "เนื้อนว...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระกริ่งไพรีพินาศ "หลังโค๊ด ญสส" ฐานลายเ...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระกริ่งหลวงพ่อโต "เนื้อเงิน" วัดพนัญเชิ...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ





ขายบ้าน , ขายกีต้าร์ , กำจัดปลวก , ชุดคลุมท้อง , มือถือจีน , ถังแซท , โลชั่นมะหาด , ตู้ยา , ผ้าม่านสําเร็จรูป , สร้างเว็บฟรี , ซันคลาร่า , ไม้แบบ , พาเลทไม้ , ความสวย ความงาม , รีวิวเครื่องสำอาง , แต่งหน้า , ทรงผม , ทำเล็บ , เสื้อผ้าแฟชั่น , ความรัก , ดูดวง , กินเที่ยว , วาไรตี้ , ข่าวใหม่ , ข่าวดารา , ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยว , การเดินทาง , รีวิวโรงแรม , รีวิวอาหาร , รีวิวร้านอาหาร