หมวด : พระเครื่อง ตลาดพระเครื่อง ศูนย์พระเครื่อง

ขายแล้ว..........พระพิมพ์คะแนน พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดบางขุนพรหม เนื้อคราบกุรจัด ปี2411-2413
ราคา : 88,888 ฿
ต้องการ : ขาย
ประเภทสินค้า : สินค้ามือสอง
ยี่ห้อ : พระพิมพ์คะแนน พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดบางขุนพรหม เนื้อคราบกุรจัด ปี2411-2413
รุ่น : พระพิมพ์คะแนน พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดบางขุนพรหม เนื้อคราบกุรจัด ปี2411-2413
วันที่ปรับปรุงล่าสุด : 8 พ.ย. 2560 06:10:22
วันที่ประกาศ : 9 มี.ค. 2554 17:04:11
เข้าชม : 16,726 ครั้ง
IP : 171.99.160.1xx


ร้าน :
Union8 พระแท้ Thai Buddhist Amulets Old

ชื่อผู้ประกาศ :
จักรพันธ์

E-Mail :

เบอร์โทรศัพท์ :
02-4779012

โทรศัพท์มือถือ :
081-6404457,081-1737421

ที่อยู่ :
ฝั่งธน

จังหวัด :

การติดต่ออื่นๆ :
e-mail, TEL

ความรู้เบื้องต้นในการซื้อสินค้า




พระพิมพ์คะแนน พระสมเด็จบางขุนพรหม วัดบางขุนพรหม เนื้อคราบกุรจัด ปี2411-2413 เป็นพระเครื่องที่มีขนาดเล็กจิ่วน่ารักเหมาะกับเด็กหรือสุภาพสตรี แต่พุทธคุณเท่าพระสมเด็จบางขุนพรหม วัดบางขุนพรหม และไม่เล็กเท่าขนาดเลยครับ

ที่นิยมเรียกกันว่า มาให้ชมกัน โดยตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา ในสมัยก่อนเวลาพระเกจิอาจารย์ รุ่นเก่าๆ ท่านสร้างพระพิมพ์สมเด็จ เนื้อผงพุทธคุณนั้น ท่านจะใช้หลักในการนับจำนวนพระที่สร้างว่าครบ ตามจำนวนที่ต้องการหรือยังนั้น ก็โดยใช้วิธีกดพระพิมพ์คะแนน เป็นพระพิมพ์สมเด็จองค์เล็กๆ ขึ้นมาแทน โดยทุกๆ 100 องค์ที่กดได้ จะกดพระพิมพ์สมเด็จคะแนนขึ้นมา ๑ องค์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบ แต่ปัจจุบันคงไม่เป็นอย่างนั้น เพราะพระส่วนใหญ่ไม่ได้กดพิมพ์ที่วัดเหมือนสมัยโบราณ แต่เป็นการกดพิมพ์ที่โรงงานแทน เลยทำให้ความหมายของพระคะแนน เริ่มสูญหายไปตามกาลเวลา แต่เวลามีพระพิมพ์สมเด็จขนาดเล็กก็จะนิยมเรียกว่าพระคะแนน

พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุพระเจดีย์ใหญ่)
พระสมเด็จบางขุนพรหมเป็นพระในสกุล พระสมเด็จวัดระฆัง ที่สร้างโดยสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เป็นที่พึงปรารถนาแก่ประชาชนที่เคารพกราบไหว้พระคุณอันประเสริฐของท่าน นับวันมงคลวัตถุนี้กำลังจะหาได้ยากยิ่ง และราคาก็สูงยิ่งเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่เครารพบูชาท่านเป็นที่ยิ่ง และได้มีโอกาสครอบครองพระในสกุลพระสมเด็จวัดระฆังหลายรุ่น จึงได้พยายามศึกษาค้นคว้าประวัติของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และการสร้างพระสมเด็จ เทียบเคียงกันทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ความเป็นมากับหลักการทางวิทยาศาสตร์ และร่วมศึกษาหาความรู้ด้วยกันกับท่านทั้งหลาย เพื่อเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทาน

ปีพุทธศักราช ๒๔๑๐ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านได้เริ่มทำการก่อสร้างพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปางโปรดสัตว์ (ยืนอุ้มบาตร) โดยใช้ซุงทั้งต้นเป็นฐานราก และควบคุมการก่อสร้างด้วยตัวท่านเองที่วัดอินทรวิหาร อันเป็นวัดที่ท่านได้จำพรรษาอยู่เมื่อครั้งยังเป็นสามเณร ในระหว่างการก่อสร้างเสมียนตราด้วง ต้นสกุล ธนโกเศรษฐ และเครือญาติได้ปวารณาตนเองเป็นโยมอุปัฏฐากของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

ครั้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ "เสมียนตราด้วง" ต้นสกุล "ธนโกเศศ" ได้ทำการบรูณะพระอารามวัดใหม่อมตรส และปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ไว้เพื่อเป็นมหากุศล และเป็นพระเจดีย์ประจำตระกูล ตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น โดยได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นสององค์ องค์ใหญ่เพื่อบรรจุพระพิมพ์ต่างๆ ตามโบราณคติในอันที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนา และสร้างเจดีย์องค์เล็กเพื่อบรรจุอัฐิธาตุบรรพบุรุษ โดยเริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๑๓ จึงแล้วเสร็จ จากนั้นจึงได้กราบนมัสการขอความเห็นจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ในการสร้างพระสมเด็จเพื่อสืบทอดทางพระพุทธศาสนา และเป็นการสร้างมหาบุญแห่งวงศ์ตระกูล สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านได้ให้อนุญาต และมอบผงวิเศษที่ใช้ในการสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของท่านให้ส่วนหนึ่ง (จากข้อเขียนของนายกนก สัชฌุกร ที่ได้สัมภาษณ์ท่านเจ้าคุณธรรมถาวรซึ่งมีชีวิตทันสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ความว่า ได้ผงวิเศษประมาณครึ่งบาตรพระ และทุกครั้งที่ตำผงในครกท่านเจ้าประคุณสมเด็จจะโรยผงวิเศษของท่านมากบ้างน้อยบ้างตามอัธยาศัยจนกระทั่งแล้วเสร็จ) เมื่อได้ผงวิเศษแล้วเสมียนตราเจิม และทีมงานก็ได้จัดหามวลสารต่างๆตรงตามตำราการสร้างพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ทุกประการ

ในเรื่องของการสร้างพิมพ์ขึ้นมาใหม่นั้นมีการจัดสร้างและแกะพิมพ์แม่แบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมดจำนวน ๙ พิมพ์ เป็นพิมพ์ชิ้นเดียวตัดขอบและปาดหลัง โดยฝีมือของช่างสิบหมู่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แต่น่าจะเป็นคนละทีมกับช่างที่แกะพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง แต่เนื่องด้วยเป็นฝีมือช่างในยุคเดียวกันมีศิลปะในสกุลช่างเดียวกัน และต้นแบบที่สำคัญคือพิมพ์พระสมเด็จวัดระฆัง ดังนั้นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมจึงมีความสวยงามใกล้เคียงกันกับพระสมเด็จวัดระฆังเป็นอย่างยิ่ง

พิมพ์พระสมเด็จบางขุนพรหม ๙ พิมพ์
๑. พิมพ์ใหญ่
๒. พิมพ์ทรงเจดีย์
๓. พิมพ์เกศบัวตูม
๔. พิมพ์เส้นด้าย
๕. พิมพ์ฐานคู่
๖. พิมพ์ฐานแซม
๗. พิมพ์ปรกโพธิ์
๘. พิมพ์สังฆาฏิ
๙. พิมพ์อกครุฑ

จำนวนที่สร้างสันนิษฐานกันว่า ๘๔,๐๐๐ องค์ เท่ากับพระธรรมขันธ์ พระสมเด็จที่สร้างเสร็จจะมีเนื้อขาวค่อนข้างแก่ปูน

การปลุกเสกโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้เจริญพระพุทธมนต์และปลุกเสกเดี่ยวจนกระทั่งบริบูรณ์ด้วยพระสูตรคาถา

เมื่อได้ปลุกเสกเป็นที่สุดแล้วได้มีการเรียกชื่อพระสมเด็จนี้ว่าพระสมเด็จบางขุนพรหม ตามตำบลที่ตั้งของพระเจดีย์ และได้ถูกนำเข้าบรรจุกรุในพระเจดีย์ใหญ่ และพระเจดีย์เล็กทั้งสิ้นไม่มีการแจกจ่ายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด รวมทั้งมีข้อสันนิษฐานว่าได้นำพระสมเด็จวัดระฆังลงบรรจุกรุด้วยดังที่หลาย ๆ ท่านนิยมเรียกกันว่า ?พระสองคลอง

หลังจากที่ได้บรรจุกรุในพระเจดีย์ทั้งสองแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๓ จนกระทั่งเกิดวิกฤตกับประเทศในกรณีพิพาทกับประเทศฝรั่งเศส ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และในกรณีพิพาทอินโดจีน ได้มีการลักลอบเปิดกรุถึงสามครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๒๕
ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๓๖
ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๕๙

ในการลักลอบเปิดกรุทั้งสามครั้งนี้ ผู้ลักลอบได้ใช้วิธีต่าง ๆ เช่น การตกเบ็ด โดยใช้ดินเหนียวปั้นเป็นก้อนกลมๆ ติดกับปลายเชือกหย่อนเข้าไปทางรูระบายอากาศติดพระแล้วดึงขึ้นมา การใช้น้ำกรอกเข้าไปทางรูระบายอากาศเพื่อให้น้ำไปละลายการเกาะยึดขององค์พระเป็นต้น ซึ่งการลักลอบเปิดกรุทั้งสามครั้งนั้นพระสมเด็จที่ได้จะอยู่ในส่วนบนจึงสวย และมีความสมบูรณ์ นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า พระสมเด็จบางขุนพรหมกรุเก่า ซึ่งลักษณะของวรรณะจะปรากฏคราบกรุเพียงเล็กน้อย หรือบางๆเท่านั้น พิมพ์คมชัดสวยงามเนื้อหนึกนุ่ม เนื้อละเอียดมีน้ำหนักและแก่ปูน

ท้ายที่สุดคือการลักลอบขุดกรุที่ฐานในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ วิธีนี้ได้พระไปเป็นจำนวนมาก (เป็นที่มาของพระสมเด็จบางขุนพรหมกรุธนา เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรง ของพระภิกษุวงศ์ สุธรรมโม หรือพระอาจารย์จิ้ม กันภัย ความว่าในตอนกลางคืนฝนตกไม่หนักมากนัก นักเลงพระทางภาคเหนือได้ร่วมกันลักลอบเจาะที่บริเวณใกล้ฐานของพระเจดีย์พอตัวมุดเข้าไปได้ และนำพระออกมาได้เป็นจำนวนมากจนหิ้วไม่ไหวประกอบกับกลัวเจ้าหน้าที่จะพบเห็นจึงทิ้งไว้ข้างวัดก็หลายถุง มีบุคคลผู้หนึ่งชื่อธนาบ้านอยู่ในละแวกวัดได้เก็บพระชุดนี้ไว้เป็นจำนวนมากจะเก็บได้จากผู้ที่ลักลอบทิ้งไว้หรือซื้อมาก็มิอาจทราบได้แต่ภายหลังได้ขายให้กับ คุณเถกิงเดช คล่องบัญชี ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านเอง ซึ่งต่อมาได้เขียนหนังสือร่วมกับนายสุคนธ์ เพียรพัฒน์ เรื่อง สี่สมเด็จ ซึ่งพระสมเด็จบางขุนพรหมที่ซื้อมามีทั้งที่สวยงามมีคราบกรุน้อย และคราบกรุหนาจับกันเป็นก้อนก็มี) จนกระทั่งทางวัดใหม่อมตรส ได้ติดต่อให้กรมศิลปากรเข้ามาดูแล และเปิดกรุอย่างเป็นทางการโดยเชิญ พลเอกประภาส จารุเสถียร เป็นประธานในพิธีเปิดกรุเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๐ พระที่นำออกมาครั้งนี้นักนิยมพระสมเด็จเรียกกันว่า พระสมเด็จบางขุนพรหม กรุใหม่ เมื่อนำมาคัดแยกคงเหลือพระที่มีสภาพดีและสวยงามเพียงสามพันองค์เศษเท่านั้น ที่เหลือจับกันเป็นก้อน หักชำรุดแทบทั้งสิ้น ลักษณะของวรรณะส่วนใหญ่จะมีคราบกรุค่อนข้างหนาและจับกันเป็นก้อน ที่สภาพดีจะพบว่าผิวของพระเป็นเกล็ดๆทั่วทั้งองค์ หรือที่เรียกว่าเหนอะ มีคราบไขขาว ฟองเต้าหู้ คราบขี้มอด จะตั้งชื่อหรือเรียกว่าอย่างไรก็สุดแล้วแต่ ล้วนเกิดขึ้นจากปฏิกริยาระหว่างน้ำกับปูนและมวลสารที่เป็นองค์ประกอบของพระสมเด็จทั้งสิ้น ทั้งสภาพเปียกชื้น ร้อน เย็น และถูกแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานกับดินโคลน เป็นต้น แต่แปลกตรงที่ว่าพระสมเด็จบางขุนพรหมเมื่อถูกใช้สักระยะเนื้อจะเริ่มหนึกนุ่มใกล้เคียงกับพระสมเด็จวัดระฆังเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนในเรื่องของทรงพิมพ์ที่เรียกกันว่าพิมพ์นิยม ๙ พิมพ์นั้น พิมพ์ที่พบน้อยที่สุดคือพิมพ์ปรกโพธิ์ กล่าวกันว่ามีไม่ถึง ๒๐ องค์ และที่สำคัญยังพบพิมพ์ไสยาสน์อีกหลายแบบมีประมาณไม่เกิน ๒๒ องค์ ซึ่งในปัจจุบันหาดูได้ยากมาก ในส่วนของกรุพระเจดีย์เล็กนักเลงพระในยุคนั้นไม่ค่อยให้ความสนใจแต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดกรุก็ได้พบพระสมเด็จอยู่มากมายนับได้เป็นพันองค์ ทรงพิมพ์ที่พบได้แก่ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์ฐานหมอน พิมพ์สามเหลี่ยม (หน้าหมอน) พิมพ์จันทร์ลอย ลักษณะของวรรณะคราบกรุจะไม่มาก จะมีความสวยงามกว่ากรุพระเจดีย์ใหญ่ซึ่งในปัจจุบันหาดูได้ยากเช่นกัน

หลังจากเปิดกรุอย่างเป็นทางการทางวัดได้ประทับตราที่ด้านหลังขององพระ เรียกกันว่า ตราน้ำหนัก และจำหน่ายในราคาองค์ละห้าร้อยถึงสองพันบาท ในยุคนั้นนับว่ามีราคามากอยู่แต่ก็หมดลงในเวลาไม่นานนัก

พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุพระเจดีย์เล็ก)
ปี พ.ศ.๒๕๐๘ พระครูอมรคณาจารย์ (เส็ง) เจ้าอาวาสวัดใหม่อมตรส ได้นำรายได้ในการให้เช่าบูชาพระสมเด็จบางขุนพรหม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มาบูรณะวัดโดยได้ว่าจ้างให้ช่างรับเหมา มาปรับปรุงบริเวณรอบองค์เจดีย์ใหญ่ซึ่งมี เจดีย์เล็ก เรียงรายรอบทั้ง ๔ ทิศของเจดีย์องค์ใหญ่ ทิศละ ๒ องค์ ตั้งซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบรวมทั้งหมด ๘ องค์ ซึ่งทางช่างได้รื้อ เจดีย์เล็ก ทั้งหมดออก ทำให้ช่างรับเหมาพบ กรุพระเครื่องจำนวนหนึ่งในเจดีย์เล็กรวมอยู่กับอัฐิ จึงได้เก็บพระเครื่องซ่อนไว้ไม่ให้ทางวัดทราบ คงมอบแต่อัฐิให้เท่านั้น ต่อมาช่างรับเหมาได้นำพระที่พบนี้ไปขายแก่เซียนพระคนหนึ่งในสนามพระ ทำให้ พระเครื่องกรุเจดีย์เล็ก เป็นที่รู้จักในวงการพระสมัยนั้น มีผู้นำพระเครื่องมาสอบถามกับเจ้าอาวาสวัดว่า มีพระเครื่องแตกกรุจากเจดีย์เล็กจริงหรือไม่ เจ้าอาวาสบอกว่า "ไม่มี" ทำให้เกิดความสับสนกันขึ้นในช่วงแรก แต่เมื่อได้มีการตรวจสอบพิจารณากันถึงเนื้อพระ และคราบกรุกับ พระสมเด็จบางขุนพรหม (กรุใหม่) แล้ว พบว่ามีความเก่าใกล้เคียงกันมาก ซึ่งคาดว่าคงสร้างขึ้นใน ปี พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๑๕

ในการตรวจสอบประวัติซึ่งเชื่อว่าผู้สร้าง พระกรุเจดีย์เล็ก ก็คือ "เสมียนตราด้วง" ต้นสกุล "ธนโกเศศ" ผู้สร้างพระเครื่องชุดนี้ไว้เพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับพระกรุเจดีย์ใหญ่ ซึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มอบผงวิเศษห้าประการ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห ให้ผสมลงไปด้วยในตอนกดพิมพ์องค์พระทั้งหมด และได้เมตตาปลุกเสกให้ด้วย จากนั้น เสมียนตราด้วงจึงได้นำพระเครื่องในส่วนนี้ไปบรรจุไว้คู่กับอัฐิของบรรพชนในตระกูล และเมื่อช่างรื้อเจดีย์เล็กออกจึงพบอัฐิ และพระเครื่องดังกล่าว

พระเครื่องกรุเจดีย์องค์เล็กมีทั้งหมด ๖ พิมพ์ คือ
๑. พิมพ์ฐานคู่
๒. พิมพ์ฐานหมอน
๓. พิมพ์สามเหลี่ยม
๔. พิมพ์ไสยาสน์
๕. พิมพ์ยืนประทานพร
๖. พิมพ์จันทร์ลอย

พระทุกองค์มีคราบกรุเกาะอยู่ด้วย มากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของพระกรุนี้ ในปัจจุบัน วงการพระเครื่องได้ให้ความสนใจในพระกรุเจดีย์เล็กนี้มาก

ทรงพุทธคุณ และอิทธิคุณ อิทธิคุณ คือ พระคาถาในทางไสยศาสตร์ หรือไสยเวททั้งสองด้านคือขาวและดำพุทธคุณ คือ คำกล่าวพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้า หรือการกล่าวถึงคุณความดีของพระพุทธเจ้า เพราะการเริ่มบทสวดที่จะเจริญพระคาถาใดๆจะต้องเริ่มจากบทสวดในการคำกล่าวพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าก่อนเสมอ แต่ส่วนใหญ่พุทธศาสนิกชนจะนิยมเรียกว่า พุทธคุณ ซึ่งก็น่าจะมีส่วนถูกต้อง

ประวัติย่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี
สถานที่เกิด
1. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียงประวัติของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไว้เป็นความย่อๆเรียกว่า “เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์” พิมพ์ขึ้นปีพ.ศ. 2466 กล่าวว่า “…สมเด็จพระพุฒาจารย์ มีนามเดิมว่า “โต” เมื่ออุปสมบทในพระพุทธศาสนา ได้นามฉายาว่า “พรหมรังสี” อุบัติขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก ตรงกับวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2331 ที่บ้านท่าหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา…”

2.มหา อำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) รวบรวมประวัติเจ้าประคุณสมเด็จฯพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และเรียบเรียงเรื่องปีพ.ศ. 2473 กล่าวว่า “…สมเด็จฯพระพุฒาจารย์ (โต) อุบัติขึ้นบนบ้านที่ปลูกใหม่บางขุนพรหม กรุงเทพ…”

บรรพชาและอุปสมบท
เมื่อ ถึงวัยพอสมควรแล้วได้บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา ต่อมาปรากฎว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดและเมตตาสามเณรโตเป็นอย่าง ยิ่ง ครั้นอายุครบอุปสมบทปีพ.ศ. 2350 ได้โปรดเกล้าฯให้อุปสมบทเป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เป็นพระอุปัชฌาย์ ในรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงโปรดฯรับไว้ในพระราชูปถัมภ์

ธุดงควัตร และไม่ปรารถนาสมณศักดิ์
ครั้น ถึงรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงสถาปนาสมณศักดิ์เพื่อยกย่องในกิตติคุณ และเกียรติคุณแต่ท่านไม่ยอมรับ (ปกติท่านไม่ปรารถนายศศักดิ์ดังจะเห็นได้จากเจ้าประคุณสมเด็จฯ ศึกษาพระธรรมวินัยแตกฉาน แต่ไม่ปรารถนายศศักดิ์จึงไม่ยอมเข้าแปลหนังสือเพื่อเป็นพระเปรียญ) ต่อมาเล่ากันว่า “…ท่านออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ และได้สร้างปูชนียสถานในที่ต่างๆกัน เช่น สร้างพระพุทธไสยาศน์ไว้ที่วัดสตือ ตำบลไก่จัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างพระพุทธรูปหลวงพ่อโต วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง นอกจากนี้ยังมีปูชนียสถานที่เจ้าประคุณสมเด็จฯได้สร้างไว้ในที่ต่างๆอีก ซึ่งทุกอย่างที่ท่านสร้างจะมีขนาดใหญ่โตสมกับชื่อของพระคุณท่าน อนึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ ณ ที่ใดๆท่านย่อมเป็นที่รักใคร่ของมหาชนทุกหนทุกแห่งและด้วยบารมีของเจ้า ประคุณสมเด็จฯนี้เอง จึงทำให้บรรดาพุทธ

ศาสนิกชนในยุคนั้นเคารพ เลื่อมใส ดังจะเห็นได้จาก พระพุทธรูปองค์ใหญ่โตที่ท่านสร้างจะต้องใช้ทุนทรัพย์และแรงงานจำนวนมากในการ ก่อสร้าง จึงจะทำได้สำเร็จ ฉะนั้น จึงสรุปได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อท่านจะทำการใดคงจะต้องมีผู้อุทิศ ทั้งทรัพย์และแรงงานช่วยทำการก่อสร้างปูชนียวัตถุจึงสำเร็จสมดังนามของท่าน ทุกประการ

สมณศักดิ์สมเด็จพระพุฒาจารย์ฯ
ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ทรงโปรดปรานสมเด็จฯเป็นอย่างมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2395 ได้พระราชทานสมณศักดิ์ครั้งแรกถวายเป็นพระราชาคณะที่พระธรรมกิติ ขณะนั้นท่านอายุ 65 ปี ครั้งนั้นท่านยอมรับสมณศักดิ์ ( โดยมีเหตุผลที่ทำให้ต้องยอมรับสมณศักดิ์ ) ครั้นต่อมาอีก 2 ปี คือพ.ศ. 2397 ได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ “ พระเทพกวี “ อีก 10 ปี ( พ.ศ. 2407 ) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ มีนามจารึกตามหิรัญบัตรว่า “สมเด็จพระพุฒาจารย์” เอนกปรีชา วิสุทธศีลจรรยาสมบัติ นิพัทธุตคุณ สิริสุนทร พรตจาริก อรัญญิกคนฤศร สมณนิกรมหาปริณายก ตรีปิฎกโกศล วิมลศีลขันธ์ ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวงฯ อนึ่งกิตติคุณ และชื่อเสียงของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้ขจรกระจายไปทั่วทิศานุทิศว่า “ เจ้าประคุณสมเด็จ คือ ที่พึ่งของสัตว์โลกผู้ตกอยู่ในห้วงของความทุกข์ทั้งมวล”

องค์หลวงพ่อโตอนุสรณ์งานก่อสร้างครั้งสุดท้าย
ใน ราวปี พ.ศ. 2410 เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้มาเป็นประธานก่อสร้างปูชนียวัตถุครั้งสุดท้ายที่สำคัญของท่าน คือ องค์หลวงพ่อโต ที่วัดอินทรวิหาร ครั้นท่านทำการก่อสร้างได้สูงถึงพระนาภี (สะดือ) ก็มีเหตุให้ไม่สำเร็จ เพราะวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน 2415 เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้สิ้นชีพตักษัย ( มรณภาพ ) บนศาลาเก่าบางขุนพรหม สิริอายุคำนวณได้ 85 ปีเศษ และมีชีวิตอยู่ในสมณเพศได้ 65 พรรษา

ตอนที่ 2 กิตติคุณและคุณลักษณะพิเศษบางอย่างเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
1. เจ้าประคุณฯสมเด็จ เป็นอัจฉริยะและสั่งสมบุญบารมีดียิ่ง ดังจะเห็นได้จากสติปัญญาตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณรโต คือ รอบรู้ในสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว กระทั่งครูอาจารย์ที่สอนยกย่องว่า “สามเณรโตไม่ได้มาให้ฉันสอน แต่มาแปลหนังสือให้ฉันฟัง” คือแทนที่อาจารย์จะต้องสอนแต่ท่านก็รู้ด้วยตัวของท่านเอง นับว่าแปลกมหัศจรรย์อย่างยิ่ง

2.เจ้าประคุณสมเด็จฯไม่ปรารถนา ทรัพย์สมบัติในทางโลก หลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างข้างต้น คือ เมื่อบุคคลใดทำบุญถวายพระคุณท่าน ปัจจัยนั้นจะต้องไปถึงบุคคลอื่นที่กำลังมีความทุกข์ยากต่างๆ ดังมีเรื่องเล่ากันหลายสิบเรื่อง อาทิเช่น “…สองผัวเมียเป็นทุกข์เรื่องค้าขายแตงโมกำลังจะเน่าขาดทุนต้องเป็นหนี้สิน ครั้นสมเด็จฯท่านผ่านมาพบ และรู้ว่าสองผัวเมียนี้เป็นทุกข์เรื่องค้าขายขาดทุน พระคุณท่านจึงช่วยซื้อแตงโมเท่าที่มีปัจจัยจากจากคนอื่นถวาย เมื่อซื้อแตงโมพร้อมจ่ายเงินให้แล้วก็ยกแตงโมให้สองผัวเมียอีกด้วย นอกจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องอื่นๆอีกหลายสิบเรื่อง ดังนั้นจึงสรุปว่า “ทรัพย์สมบัติในทางโลกของพระคุณท่านนั้นไม่มี”

3.เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ปรารถนาที่จะช่วยให้บุคคลนั้นสมความปรารถนาตรงตามหลักธรรมของพระพุทธองค์ที่ ว่า “…ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง…” เมื่อบุคคลมีความปรารถนาสิ่งใดครั้นไม่ได้สิ่งนั้นบุคคลนั้นก็เป็นทุกข์ จากความจริงในทางโลกดังกล่าว ถ้าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านได้พบหรือได้รู้ท่านเป็นต้องหาทางช่วยให้บุคคลที่อยู่ในห้วงของความ ทุกข์ได้สมความปรารถนาในวิถีทางที่ท่านจะช่วยได้ ดังจะเห็นได้จากการปฏิบัติของพระคุณท่านในเรื่องที่ผ่านมาและเรื่องอื่นๆอีก เช่น “…เมื่อพระคุณท่านทราบว่า เรื่อที่ท่านได้เคยนั่ง และกำลังนั่งข้ามฝากกำลังจะหมดสภาพ เพราะรั่วโดยเจ้าของเรือบอกเจ้าประคุณสมเด็จฯว่า “ไม่มีสตางค์จะซ่อมเรือ” พอถึงฝั่งเจ้าประคุณสมเด็จฯก็หยิบพัดยศให้เจ้าของเรือถือไว้ จากนั้นเจ้าประคุณก็ขึ้นฝั่งไปทำกิจที่ได้รับนิมนต์ในพิธีหลวง พอถึงพิธีเจ้ากรมสังฆการีรู้ว่าพัดยศสมเด็จฯ อยู่ที่คนแจวเรือจ้าง โดยพระคุณท่านปรารถนาจะช่วยเหลือให้เจ้าของเรือจ้างได้รับเงินประมาณแปดสลัง เฟื้อง เพื่อเป็นค่ายาเรือ ดังนั้นเจ้ากรมสังฆาการีจึงต้องนำเงินแปดสลึงเฟื้องไปถ่ายพัดยศที่เจ้า ประคุณสมเด็จมอบให้คนแจวเรือจ้างถือไว้…”

นอกจากเรื่องนี้แล้วยัง มีอุทาหรณ์อีกว่า “ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ปรารถนาจะช่วยบุคคลไม่เลือกบุคคลว่าจะเป็นคนเลวหรือเป็นคนดี “ ดังเช่น “ขโมยเอื้อมมือลอดล่องจากใต้กุฏิที่ท่านพักอาศัยเพื่อควานหาของมีค่าแต่ เอื้อมไม่ถึง พระคุณท่านรู้ใจขโมยว่าอยากจะได้อะไรจึงหยิบของนั้นส่งให้ขโมยเพื่อช่วยให้ ขโมยสมความปรารถนา” นอกจากเรื่องนี้แล้ว เมื่อครั้งขโมยเข้ามาลักเรือที่ใต้กุฏิ สมเด็จฯ ยังโผล่หน้าต่างมาบอกขโมยว่า ถ้าจะให้ดีต้องทำอย่างใดจึงจะเอาเรือไปได้โดยไม่เกิดเสียงดัง เพราะถ้าเกิดเสียงดังเด็กวัดตื่นเดี๋ยวจะมีเรื่องเจ็บตัว ดังนั้น เพื่อช่วยให้ผู้ปรารถนาสมหวังจึงช่วยแนะนำขโมยเพื่อให้ขโมยได้สมความปรารถนา ” จึงนับได้ว่าพระคุณท่านมีปณิธานจะช่วยให้บุคคลทุกคนสมความปรารถนาอย่าง แท้จริง

4.เจ้าประคุณสมเด็จฯ กอร์ปด้วยคุณธรรมพิเศษยิ่ง คือ เมตตา กรุณา จากอุทาหรณ์ที่เล่ามาหลายๆเรื่องที่แล้วมาเป็นหลักฐานสนับสนุนว่า “ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี” เจริญธรรมพิเศษ คือ ให้ความเมตตา กรุณา และปรารถนาที่จะให้บุคคลอื่นสมความปรารถนา นอกจากบุคคลแล้วในเรื่องของสัตว์ก็เช่นเดียวกัน คือ ถ้าพระคุณท่านได้พบเป็นต้องช่วยเหลือดังอุทาหรณ์ที่เล่ากันมาว่า “ … เมื่อครั้งท่านธุดงค์ พบสัตว์กำลังอยู่ในระหว่างมีทุกข์ เพราะติดอยู่ที่บ่วงท่านก็ปลดปล่อยสัตว์นั้นให้พ้นทุกข์แล้วเอาเท้าของ พระคุณท่านไว้แทนที่รอกระทั่งเจ้าของบ่วงมาถึง จึงขอบิณฑบาตรสัตว์นั้นแล้วเทศน์อานิสงฆ์การทำบุญเพื่อให้เจ้าของบ่วงเลิกทำ อกุศล…”

5.เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเป็นพระธรรมกถึกเอก คือเป็นพระเถระที่เทศน์ได้ทั้งร้อยแก้วร้อยกรอง รวมทั้งสัมผัสติดต่อกันได้ ซึ่งในยุคนั้นเป็นที่กล่าวขวัญเรื่องลือกันมาก ฉะนั้นกิจนิมนต์ของเจ้าประคุณสมเด็จจึงมีมิได้ขาด แต่ผู้ที่ต้องการจะฟังเทศน์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯจะต้องมีข้อแม้ คือ “จะกำหนดเวลาไม่ได้ ต้องสุดแท้แต่เจ้าประคุณสมเด็จฯท่านจะมาได้ และจะมาเวลาใด” สำหรับเรื่องเทศน์นั้นมีเรื่องเล่าลือมากมาย และที่กำลังจะนำมาเล่านี้ก็เป็นคุณลักษณะพิเศษที่เจ้าประคุณสมเด็จฯท่าน ปฏิบัติ ถ้าท่านคิดให้ลึกซึ้งท่านจะทราบซึ้งในคุณธรรมอันสูงส่งยิ่ง “มีหญิงหม้ายคนหนึ่ง บ้านอยู่ตำบลบ้านช่างหล่อ ไม่ไกลจากวัดระฆังมากนักได้ศรัทธาและนิมนต์สมเด็จฯไปเทศน์ ก่อนเทศน์หญิงหม้ายได้เอาเงินติดเทียนกัณฑ์เทศน์ 100 บาท พร้อมกราบเรียนว่า “ขอพระเดชพระคุณนิมนต์เทศน์ให้เพราะๆสักหน่อยนะเจ้าคะ เพราะดิฉันมีศรัทธาติดกัณฑ์เทศน์ 100 บาท” เจ้าประคุณสมเด็จฯพอท่านนั่งบนธรรมาสน์ให้ศีลบอกศักราช ตั้งนะโม จากนั้นท่านก็เทศน์ว่า “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ธัมมัง เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ยถา…สัพพี” จบก็ลงจากธรรมาสน์เป็นอันว่าการเทศน์สิ้นสุดลง หญิงนั้นขุ่นข้องหมองใจมาก เพราะไม่สบอารมณ์สมความตั้งใจ แต่ก็ไม่ว่าอะไร พอวันรุ่งขึ้นเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ไปเทศน์บ้านนี้อีกครั้ง โดยที่มิได้มีการนิมนต์ก่อนเทศน์ เจ้าประคุณสมเด็จบอกหญิงนั้นว่า “เมื่อวานนี้ฉันรับจ้างเทศน์จ๊ะ แต่วันนี้ฉันมาเทศน์ให้เป็นธรรมทานนะจ๊ะ” คราวนี้ประคุณสมเด็จฯ เทศน์ได้เพราะจับใจผู้ที่ได้ฟังเป็นยิ่งนัก จากอุทาหรณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านเป็นพระเถระที่น่าศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

6.เจ้าประคุณสมเด็จฯ อนุเคราะห์คนยากจนด้วยใจที่ปรารถนาจะช่วยความยากจน
สมัย ก่อนมีหวยชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเรียกกันว่าหวย กข มีการออกวันละ 2 เวลา คือ เช้ากับเย็น บุคคลเป็นจำนวนมากที่อยู่ในกรุงเทพฯนิยมเล่น แต่ถ้าคิดกันให้ดีแล้วโอกาสถูกยาก เพราะตัวผิดมากกว่าตัวถูกจำนวนมาก ดังนั้นเจ้ามือจึงร่ำรวย คนจนๆจึงยิ่งจนมากขึ้น เพราะหลงหวย กข สำหรับหวย กข นี้มีการออกเบอร์ไว้แล้วเพียงแต่จะชักรอกที่ใส่เบอร์ลงมาดูกันว่าวันนี้เวลา เช้าจะเป็นตัวอะไร และตอนบ่ายจะเป็นเบอร์อะไรทั้งนี้สุดแท้แต่เจ้ามือหวยจะเป็นผู้กำหนดให้ ออกตัวอะไร

อุทาหรณ์ที่เล่าลือกันมากก็คือ “เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านรู้ว่าหวยจะออกอะไร ดังนั้นท่านมักจะอนุเคราะห์คนยากจนด้วยปริศนาต่างๆ อาทิเช่น ถ้ามีผู้นิมนต์ท่านไปเทศน์ในตอนท้ายสุด พระคุณท่านมักจะไบ้หวยโดยลงท้ายว่า “เอวัง กังสือ” บางวันก็บอกว่า “เอวัง หุนหัน” ถ้าใครคิดทันก็ตีเป็นหวยถูกเล่าลือกันไป กระทั่งวัดระฆังมีผู้มาคอยดูพฤติกรรมสมเด็จฯแล้วนำไปคิดเป็นหวยก็มีจำนวนไม่ น้อย อนึ่งหลายครั้งท่านเทศน์ไม่ให้คนลุ่มหลงในหวยเพราะเป็นอบายมุขไปสู่ความ ยากจน แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เมตตาคนจนอยากจะอนุเคราะห์ช่วยเหลือ โดยบางครั้งพระคุณท่านตั้งใจช่วยคนยากจน เช่นแทนที่จะใช้รัตประคตคาดเอวกับใช้เชือกปอคาดเอวแทนพอเทศน์ไปก็ขยับเชือก ปอที่คาดเอวคล้ายจะเป็นปริศนาให้คิดว่าวันนี้หวยจะต้องออกตัว “ป” ถ้าใครมีปัญญาก็คิดได้ บางวันแม่ค้านำขนมจีนมาถวายพอแม่ค้าหันหลังกลับ ท่านก็ตะโกนบอก 2 จานนะจ๊ะ โดยตะโกนบอกอยู่เช่นนั้น 2-3 ครั้ง เหตุที่ท่านตะโกน ก็เป็นปริศนาบอกไบ้หวยว่าวันนี้หวยจะออก “จ” จากคำเล่าลือในเรื่องเจ้าประคุณสมเด็จฯไบ้หวยได้แม่นยำได้เล่าลือไปถึงพระกร รณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นวันหนึ่งในปีจุลศักราช 1226 เจ้าประคุณสมเด็จฯได้ถูกนิมนต์เทศน์หน้าพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเจ้าประคุณสมเด็จฯเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วจึงสัพยอกว่า “เขาพากันชมเจ้าคุณว่าเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องลองฟังดู” พระธรรมกิติ (โต) ถวายพระพรว่า “ผู้ที่ไม่มีความรู้เหตุผลในธรรม ครั้นเขาฟังรู้เขาก็ชมว่าดี” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล และทรงถามว่า “ได้ยินข่าวอีกว่าเจ้าคุณบอกหวยเขาถูกกันจริงหรือ” พระธรรมกิติ (โต) ทูลว่า “…ตั้งแต่อาตมาภาพได้อุปสมบทไม่เคยออกวาจาว่าหวยจะออก ด กวางเหม้ง ตรงๆเหมือนดังบอก ด กวางเหม้ง แด่สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าอย่างวันนี้…” ปรากฎว่าวันนั้นหวยออก ด กวางเหม้ง ตรงตามที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้กล่าวไว้ทุกประการ อนึ่งเรื่องการไบ้หวยของเจ้าประคุณสมเด็จฯนั้น ท่านมีเจตนาที่จะช่วยเหลือคนยากจน เพราะไม่เช่นนั้นเจ้ามือหวยจะร่ำรวย โดยคนจนก็จนมากขึ้นไปอีก แต่ถึงกระนั้นท่านก็พยายามเทศน์ไม่ให้ศิษย์เล่นหวยหรือการพนัน เพราะเป็นทางของความเสื่อม

7.เจ้าประคุณสมเด็จฯ พระอมตะเถระพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาล
จาก การศึกษาประวัติเจ้าประคุณสมเด็จฯ โดยตลอดจะเห็นได้ว่าท่านอุบัติมาในโลกเพื่อช่วยเหลือมนุษย์และสัตว์โลกอย่าง แท้จริง ดังจะเห็นได้จากประวัติได้กล่าวมาแล้ว และที่กำลังจะกล่าวถึง ก็เป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า “พระคุณท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่สูงยิ่ง” ครั้งหนึ่งเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปทอดกฐินที่อ่างทองเรือบรรทุกกฐินจอดอยู่ท้ายเกาะท่านขึ้นไปจำวัดบนโบสถ์ วัดท่าซุง คนในเรือหลับหมด ขโมยมาล่วงเอาเครื่องกฐินไปหมดเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านกลับดีใจยิ้มแต้ลงเรือโดยไม่มีความโกรธเลย ชาวบ้านถามว่า “พระคุณท่านทอดกฐินแล้วหรือ” เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านตอบว่า “ทอดแล้วจ๊ะ แบ่งบุญให้ด้วย” ตอนกลับท่านเลยซื้อหม้อบางตะนาวศรีบรรทุกเต็มลำเพื่อไปแจกชาวบ้านที่ กรุงเทพฯ (โดยเฉพาะบ้านที่คลองโอ่งอ่าง คลองสะพานหินส่วนมากมักจะได้รับแจกหม้อดิน) จากข่าวที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ แจกหม้อบุคคล บุคคลที่มีปัญญาเก็บไปคิดเป็นหวยแล้วซื้อ “ม หันหุน” ก็ถูกร่ำรวยไปตามๆกัน อนึ่งเรื่องหวย กข และคุณลักษณะพิเศษอื่นๆของเจ้าประคุณสมเด็จฯยังมีอีกมาก ถ้าจะเขียน หรือเล่าอีก 3 วันก็ยังไม่จบ เพราะเกียรติคุณและชื่อเสียงของหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ ขจรกระจายไปทั่วทิศแม้แต่ประชาชนต่างจังหวัดก็เคารพศรัทธา เช่น ชาวสระบุรี ลพบุรี นับถือและเล่าลือกันมากว่าน้ำล้างเท้าเจ้าประคุณสมเด็จฯ รักษาโรคฝีดาษได้ ซึ่งเป็นโรคที่น่ากฃัวมากที่สุดในสมัยนั้น ฉะนั้น ชาวลพบุรี และสระบุรี จึงเก็บน้ำล้างเท้าเจ้าประคุณสมเด็จฯไวเป็นน้ำมนต์ และเป็นที่น่าอัศจรรย์ที่แถวนั้นไม่ค่อยจะมีใครเป็นโรคฝีดาษ เพราะโรคฝีดาษกลัวน้ำล้างเท้าเจ้าประคุณสมเด็จฯพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

8.พระเครื่องและวัตถุมงคลสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี
วัตถุ มงคลทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น “ พระพุทธรูป “ หรือ “ พระสมเด็จ “ ซึ่งเป็นพระเครื่องขนาดเล็ก ปรากฎว่ามีพุทธคุณเป็นที่เลื่องลือ และเป็นที่นิยมของมหาชนทุกยุคทุกสมัย ในปัจจุบันมีสนนราคา แสน-ล้าน ยังมีบุคคลศรัทธาเช่า และแสวงหาพระเครื่องของเจ้าประคุณสมเด็จฯยิ่งกว่าพระเครื่องชนิดใดๆทั้งหมด อนึ่งพระสมเด็จที่แท้จริงนั้นตามตำนานว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯท่านสร้างไว้เพียง 84,000 องค์ เท่าพระธรรมขันธ์ ส่วนจะเป็นพิมพ์ใดมีจำนวนเท่าใดนั้นไม่มีใครทราบ บางท่านก็คิดว่าแต่ละพิมพ์มีจำนวน 84,000 องค์ แต่ในทัศนะส่วนตัวคิดว่า “พระสมเด็จวัดระฆัง” คงจะมีจำนวนทั้งหมดไม่ถึง 84,000 องค์ ส่วนพระสมเด็จกรุวัดใหม่บางขุนพรหมอาจจะมีจำนวน 84,000 องค์ ในสมัยนั้นก็ต้องนับว่ามากโข เพราะกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2410 ประชาชนทั้งกรุงเทพฯ จะมีประมาณ 15,000 ครอบครัว หรือประมาณ 75,000 คน สำหรับพุทธานุภาพพระเครื่องของสมเด็จฯนั้นมีผู้โจษขานเลื่องลือกันมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งอหิวาตกโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่ในอดีต เมื่อปีระกา พ.ศ. 2416 ปรากฎว่าบ้านใดมีพระสมเด็จแล้วอาราธนาพระสมเด็จทำน้ำมนต์อาบ บริโภคจะปราศจากโรคร้ายได้ แต่ถึงกระนั้นประชากรในกรุงเทพฯก็ล้มตายกันประดุจใบไม้ล่วงถึงกับมีคำขวัญ ว่า “คนหัวโตกินแตงโมวัดแจ้ง ไปดูแร้งวัดสระเกศ ไปดูเปรตวัดสุทัศน์” คำว่าแร้งวัดสระเกศหมายถึงบรรดาแร้งที่ลงกินศพคนตาย ซึ่งไม่สามารถจะเผาศพได้ทันจึงนำมาสุมกันไว้ เมื่อใครได้มาเห็นจะเกิดธรรมสังเวชในจิตใจเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบัน มีผู้พยายามปลอมพระเครื่องสมเด็จ กระทั่งมีคำกล่าวกันว่า “พระปลอมพิมพ์สมเด็จลดบรรทุกสิบล้อ 3 คันขนยังไม่หมด” ฉะนั้นท่านที่ปรารถนาพระเครื่องสมเด็จจงคิดใคร่ครวญให้ดี และจากประสบการณ์พบว่าบุคคลจำนวนมากไม่ทราบว่าพระสมเด็จที่แท้จริงเป็น อย่างไรจึงมักทึกทักไว้ว่าของตัวเองแท้ก็มีจำนวนไม่น้อย นอกจากนี้ยังมีคณะบุคคลแอบอ้างทำพระปลอมแล้วนำไปบรรจุไว้ในที่ต่างๆแล้วอุป โลภสร้างเรื่องว่าเป็นพระของสมเด็จ หรือสร้างหลักฐานเท็จพร้อมพิมพ์หนังสือประวัติประกอบพระเครื่องเพื่อสร้าง ความมั่นใจในพระสมเด็จปลอมก็ยังมี ฉะนั้นขอท่านที่ปรารถนาพระสมเด็จจงใช้ปัญญาให้ถูกต้อง และขอเตือนด้วยใจจริงว่า “ไม่ควรจะไปแสวงหา เพราะโอกาสที่ท่านจะได้พระสมเด็จวัดระฆังมีน้อยมาก นอกจากนี้บุคคลจำนวนมากได้ถูกหลอก หรือหมดเงินทอง เพราะความอยากได้พระสมเด็จฯ มีเป็นจำนวนมาก ถ้าท่านศรัทธาหรือเชื่อมั่นในบารมีเจ้าเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แล้วขอท่านจงปฏิบัติแต่คุณงามความดีและบูชาสมเด็จฯด้วยจิตใจมั่นคง ท่านจะมีแต่ความสุขและเหมือนมีพระสมเด็จฯอยู่กับตัว

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์พบว่าใครศรัทธาบูชาเจ้าประคุณสมเด็จฯ แม้จะไม่มีพระสมเด็จฯ แต่ถ้าประพฤติปฏิบัติอยู่ในศีลธรรมก็เหมือนมีพระสมเด็จฯ เพราะเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านมีความเมตตา กรุณา และปรารถนาจะช่วยสาธุชน โดยเฉพาะคนที่มีความทุกข์ หรือคนจนๆ ซึ่งท่านมีความปรารถนาจะช่วยอยู่แล้ว ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุด คือ มอบกายถวายชีวิตต่อสมเด็จฯแล้วบำเพ็ญตัวเองให้อยู่ในศีลธรรม และเคารพสวดมนต์บูชาสมเด็จฯแล้วเจริญธรรมเมตตา กรุณา รับรองชีวิตของท่านจะมีแต่ความสมหวังทุกประการ

อนึ่งแม้ว่าเจ้า ประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จะได้มรณภาพไปนานกว่า 115 ปีแล้วก็ตาม แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อก็มิได้ลดลงกลับเพิ่มทวีคูณอย่างน่าอัศจรรย์ ยิ่ง ฉะนั้นเราชาวพุทธที่มีทุกข์และหมดที่พึ่งโปรดอย่าลืมมานมัสการบูชารูปหล่อ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ที่วัดอินทรวิหาร หรือวัดระฆัง หรือวัดที่มีรูปหล่อของเจ้าประคุณสมเด็จฯบางทีความทุกข์ร้อนของท่านอาจจะลด ลง และอาจจะได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากเจ้าประคุณสมเด็จฯ แต่ก็คงจะอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม คือบุคคลต่างๆย่อมมีกรรมเป็นของตนเอง เมื่อทำกรรมสิ่งใดไว้ย่อมได้รับผลกรรมนั้น ฉะนั้นขอท่านจงคิดและตั้งใจกระทำคุณงามความดี ถ้าเป็นไปได้ขอท่านจงสละกิเลส โดยยึดถือแนวทางการปฏิบัติของเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นแนวทางของชีวิตแล้วท่านอาจจะได้พบความสุข สมหวัง โดยถ้วนหน้ากัน


ตอนที่3 ความสัมพันธ์เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) กับวัดอินทรวิหาร (บางขุนพรหม) กรุงเทพฯ

ก่อนอื่นใครที่จะทำการแนะนำวัดอินทรวิหาร ให้ท่านรู้จักเป็นการเบื้องต้นดังนี้

ประวัติวัดอินทรวิหาร
วัดอินทรวิหาร เป็นวัดราษฎร์ และเป็นวัดโบราณวัดหนึ่งในกรุงเทพฯตั้งอยู่ที่บริเวณใกล้วสี่แยกบางขุนพรหม

สำหรับ ใครเป็นผู้สร้างและสร้างขึ้นเมื่อใดนั้นไม่อาจทราบได้ เพราะขาดหลักฐานอ้างอิงในรายละเอียด นอกจากจะสันนิษฐานจากคำเล่าของผู้สูงอายุว่า “…เจ้าอินทรวงศ์ทรงปฏิสังขรณ์วัดอินทร์ฯเสร็จแล้ว จึงได้นิมนต์เจ้าคุณอรัญญิก ชาวเวียงจันทน์ พระเถระผู้เชี่ยวชาญทางวิปัสสนาอีกทั้งเป็นที่นับถือของเจ้าอินทรวงศ์ และชาวเวียงจันทน์ที่ได้อพยพมาแต่ครั้งโบราณ โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ละแวกตำบลวัดอินทรวิหาร ซึ่งเดิมยังปรากฎตามรูปภาพที่เขียนฝาผนังอุโบสถวัดอินทรวิหาร ในสมัยโบราณ นอกจากนี้ยังปรากฎหลักฐานหนังสือพระไตรปิฎกเก่าที่เหลืออยู่ซึ่งล้วนแล้วแต่ เป็นอักษณลาวเป็นส่วนมาก และถ้าสันนิษฐานนามวัดจะเห็นได้ว่าสอดคล้องกับนามของเจ้าอินทรวงศ์ ดังนั้นวัดอินทรวิหารจึงเป็นวัดโบราณอย่างแน่นอน

เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี กับ วัดอินทรวิหาร
ดัง ที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อครั้งเยาว์วัยเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒจารย์ (โต) พรหมรังสี มีความผูกพันกับวัดอินทรวิหารและตำบล บางขุนพรมเป็นอย่างมาก ดังนั้น เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง การที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านอยู่วัดระฆัง แต่ทำไมหนอท่านจึงได้สร้างปูชนียวัตถุหลายๆอย่างไว้ที่วัดอินทรวิหาร จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้คิดว่า …เพราะอะไรท่านจึงไม่สร้างไว้ที่วัดระฆังซึ่งเป็นวัดที่ท่านอยู่ … เรื่องนี้ไม่มีใครทราบเหตุผลและจุดมุ่งหมายของพระคุณท่านแน่ชัด นอกจากจะสันนิษฐานโดยหาเหตุผลสนับสนุนซึ่งก็ไม่ทราบอีกเช่นกัน ว่าจะถูกหรือผิดอย่างไรก็ตามสิ่งที่กล่าวถึงต่อไปนี้ คือ เป็นเรื่องราวและปูชนียสถานที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าประคุณสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีทั้งสิ้น คือ

1. สถานที่เกิดของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ตามหนังสือที่พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันท์) กล่าวไว้ในประวัติสมเด็จว่า เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี อุบัติขึ้นบนเรือนปลูกใหม่ บางขุนพรหม ซึ่งขัดแย้งกับหนังสืออื่นๆที่กล่าวว่า ท่านอุบัติขึ้นที่ตำบล ไก่จัน (ท่าหลวง) อำเภอ ท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามจากชีวประวัติเจ้าประคุณสมเด็จฯ ครั้งเยาว์วัย มีความตรงกันว่า “…เจ้าประคุณสมเด็จฯ ครั้งเยาว์วัยเป็นศิษย์สำนักวัดอินทรวิหารตั้งแต่แรก” ต่อมาเมื่อบรรพชาเป็นสามเณรเทศน์ได้ไพเราะเพราะชวนฟัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระเมตตา

2. เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้มอบหมายให้ช่างเขียนภาพประวัติของพระคุณท่านฯไว้ที่ผนังอุโบสถวัด อินทรวิหาร ขณะนี้ภาพผนังได้ลบเลือนเพราะในอดีตวัดไม่เห็นความสำคัญ ครั้นเมื่อมีการบูรณะพระอุโบสถจึงไม่ได้อนุรักษ์ไว้ ถ้าสนใจอาจจะศึกษาประวัติเจ้าประคุณสมเด็จฯ พระพุฒาจารย์ (โต) จากฉบับของพระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันท์) ซึ่งได้รวบรวมประวัติ ปี พ.ศ. 2473 จากภาพประวัติเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ขณะนั้นภาพยังอยู่ในสภาพดีที่ผนังอุโบสถ

3.เจ้าประคุณสมเด็จฯ สร้างกุฎิเล็กๆ 2 หลัง เพื่อประดิษฐานรูปปั้น โยมบิดา และ โยมมารดา อยู่คนละกุฎิ ซึ่งนังปรากฎอยู่ทุกวันนี้ ฉะนั้น ของดีวัดอินทรวิหารที่สำคัญยิ่ง คือ รูปปั้นโยมบิดา และรูปปั้นโยมมารดา ในปัจจุบันทางวัดได้เปิดวิหารให้ท่านได้นมัสการบูชาทุกวัน

4.เจ้า ประคุณสมเด็จฯได้สร้างวิหาร กว้างประมาณ 3 วา ยาวประมาณ 5 วาเศษ ฝาผนังก่ออิฐถือปูนหลังคามุงจากแบะในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปประจำวันพฤหัสบดี (ปางสมาธิ) หน้าตักกว้าง 2 ศอก ตำนานเล่ากันว่า “พระพุทธรูปองค์นี้ท่านสร้างไว้เป็นปริศนา คือ สร้างเสร็จหันหน้าเข้าฝาผนัง” คล้ายจะบอกว่ากาลข้างหน้าบริเวณนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง ต่อมาได้มีการจัดสร้างถนนผ่านบริเวณนั้นจริง ฉะนั้น ท่านที่ได้มาวัดอินทรวิหารจึงได้นมัสการพระพุทธรูปประจำองค์หลวงพ่อสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสีอีกด้วย

5.เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ทำบ่อน้ำมนต์ไว้บ่อหนึ่งที่หน้าอุโบสถวัดอินทรวิหารซึ่งขณะนี้ก็ปรากฎ อยู่ ตำนานเล่ากันว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้เสกแผ่นดินงบน้ำอ้อยฝังไว้ใต้บ่อนี้ด้วย สมัยนั้นนับถือกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

6.ต้นตระกูลธนะโกเศศ ได้ขอผงพระสมเด็จหรือจัดสร้างพระสมเด็จแล้วนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จฯปลุกเสก พระเครื่องบรรจุกรุที่เจดีย์วัดใหม่อมตรส หรือวัดใหม่บางขุนพรม ( แต่เดิมเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว เจดีย์ที่อยู่วัดอมตรส สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในบริเวณวัดอินทรวิหาร แต่ภายหลังคงได้มีการเปลี่ยนแปลงจึงได้เรียกนาม บางขุนพรหมออกเป็นนอกกับบางขุนพรหมใน) สำหรับพระเครื่องชุดสมเด็จบางขุนพรหมนี้มีพุทธานุภาพใกล้เคียงเหมือนสมเด็จ วัดระฆังทุกประการ แด่ที่ต่างกันก็คือ

6.1ลักษณะพิมพ์แตกต่างจากพระพิมพ์วัดระฆังแต่มีบางพิมพ์วัดระฆัง
6.2มวลสารในการสร้างแตกต่างกัน
6.3สนนราคาพระเครื่องบางขุนพรหมถูกกว่าวัดระฆัง 2 –3 เท่า

อนึ่งถ้าท่านเคารพศรัทะาสมเด็จฯด้วยใจที่มั่นคงแล้ว พระเครื่องฯไม่ว่าจะเป็นพระสมเด็จวัดระฆังหรือบางขุนพรหมก็ดีเหมือนกัน

เจ้าประคุณสมเด็จฯ พระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้ริเริ่มสร้างพระยืนขึ้นที่วัด
อินทรวิหาร เมื่อราว ปี พ.ศ. 2410 แต่สรางได้เพียงครึ่งองค์ก็มีเหตุให้ไม่สำเร็จ คือ คืนวันเสาร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีวอก ตรงกับวันที่ 22 มิถุนายน 2415 เจ้าประคุณสมเด็จฯได้สิ้นชีพตักษัย (มรณภาพ) บาศาลาเก่าบางขุนพรหม (ในระหว่างที่ท่านมาควบคุมการก่อสร้างหลวงพ่อโต) เป็นที่น่าสังเกตุอีกเช่นกันว่า “ พระคุณท่านอยู่วัดระฆัง แต่กลับมามรณภาพที่วัดอินทรวิหาร ดังนั้น

ฉะนั้น วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ จึงเป็นทั้งวัดและมีปูชนียสถานสำคัญสำหรับเจ้าประคุณสมเด็จฯพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี มากกว่าทุกวัด ดังได้ประมวลเป็นเรื่องราวให้ท่านได้ทำการศึกษามาตั้งแต่ต้น

ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อโต และบารมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ

ใน ที่นี้จะกล่าวถึงอภินิหารพระโตวัดอินทรวิหารเป็นนิทัศนุทาหรณ์พระโตองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ว่าสามารถคุ้มกับสรรพภัยพิบัติและให้เกิดสุขสวัสดิ์ลาภผลอย่างมหัศจรรย์ ดังพรรณนาไว้ในเรื่องประวัติ พิมพ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2390 (หนังสือประวัติวัดระฆัง ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี คณะสงฆ์วัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพสิทธินายก (นาค) วันที่ 15 มิถุนายน 2514, หน้า 116.)คัดมาลงไว้ดังต่อไปนี้

อภินิหาร ของหลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์มาก ดังเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วโดยทั่วกัน สักขีพยานซึ่งได้เห็นกันอยู่ในเร็วๆนี้ ในระหว่างที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในระหว่างสงคราม (พ.ศ. 2484-2487) หลวงพ่อโตหาได้กระทบกระเทือนอย่างใดไม่คงอยู่เป็นมิ่งขวัญ เป็นที่สักการะของชาวเราอยู่ตลอดไป ได้มีผู้กล่าวสรรเสริญถึงอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของท่านอยู่เสมอมิได้ขาด ในยามสงครามประชาชนในเขตอื่นๆอพยพกันเป็นจ้าระหวั่น แต่ในบริเวณเขตหลวงพ่อโตมิใคร่จะมีใครอพยพกัน ซึ่งมีบางท่านกล่าวว่า จะไม่ยอมไปไกลจากองค์หลวงพ่อโตเป็นอันขาด แต่มีบางท่านจะต้องอพยพได้ไปลาสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสส เทโว) วัดสุทัศน์ มีรับสั่งว่า อย่าไปเลยในบริเวณวัดอินทรวิหารเหมาะสมและปลอดภัยดีแล้ว เพราะหลวงพ่อโตท่านกู้ คุ้มครองอยู่ คงจะปัดเป่าภยันตรายไปได้ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านเป็นผู้สร้างได้ทำไว้ดีแล้ว ประชาชนส่วนมากในวัดอินทรวิหารจึงไม่ใคร่อพยพจากไป นอกจากนั้นเมื่อมีภัยทางอากาศเกิดขึ้นในคราวใด ประชาชนในเขตอื่นๆยังพลอยหลบภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณหลวงพ่อโตเป็นจำนวน มาก ปรากฎว่ามีเรื่องเครื่องบินมาทิ้งระเบิดบริเวณวัดอินทรวิหารเหมือนกัน เป็นลูกระเบิดเพลิงรวมด้วยกัน 11 ลูก แต่ไม่ระเบิด และไม่เกิดเพลิงอย่างใดในครั้งต่อมาได้มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่ตำบล เทเวศร์ โดยเฉพาะองค์หลวงพ่อโตวัดอินทรวิหารใกล้กับจุดอันตรายมาก แต่หาเป็นอันตรายแม้แต่น้อยไม่ ซึ่งประชาชนส่วนมากที่หลบภัยเข้ามาในบริเวณหน้าหลวงพ่อโต มองเห็นฝูงเครื่องบินมาทิ้งระเบิดบ่ายโฉมหน้าพุ่งตรงมายังหลวงพ่อโต ครั้นมาถึงในระยะใกล้เครื่องบินฝูงนั้นก็วกไปทิศอื่นเสีย ซึ่งประหนึ่งว่าหลวงพ่อโตท่านโบกพระหัตถ์ให้ไปทางทิศอื่นเสีย ประชาชนและบ้านเรือนในเขตบริเวณหน้าหลวงพ่อโตวัดอินทรวิหาร จึงหาเป็นอันตรายแต่ประการใดไม่

เรื่องที่กล่าวมานี้นับว่าเป็นสิ่ง มหัศจรรย์อยู่มิใช่น้อย นี่ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าหลวงพ่อโตวัดอินทรวิหารท่านมีอภินิหารความ ศักดิ์สิทธิ์มากเพียงใด จนกระทั่งในทุกวันนี้ประชาชนก็พากันไปนมัสการสักการะบูชามิได้ขาด ชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาชมพระนคร ก็ยังเลยมานมัสการหลวงพ่อโตเสมอ

ตอนที่ 4 ชินบัญชรคาถาและคาถาบทอื่นๆ ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

เจ้า ประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้อัญเชิญพระคาถาที่สูงยิ่ง คือ “ชินบัญชรคาถา” ซึ่งเป็นพระคาถาที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ใช้เป็นบทสำคัญในการปลุกเสกพระเครื่องสมเด็จ ดังนั้น “พระเครื่องสมเด็จฯ จึงพุทธานุภาพสูง และมีความศักดิ์สิทธิ์ตลอดกาล”

อนึ่ง ชินบัญชรคาถานี้ปรากฎว่าในยุคปัจจุบันเป็นที่นิยมของมหาชนได้นำไปสวดเพื่อ เป็นศิริมงคล ดังนั้นจึงขอนำชินบัญชรคาถา และพระคาถาอื่นๆซึ่งหนังสือต่างๆกล่าวอ้างว่า เป็นของเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) มาบรรจุไว้ในตอนที่ 4 อนึ่งชินบัญชรคาถามักจะมีบางส่วนที่แตกต่างกันและไม่เหมือนกัน ดังนั้นการที่จะสรุปว่าบทใดถูกหรือฉบับใดผิดก็ไม่ได้ เพราะแม้แต่พระเถระเปรียญ 9 ประโยคซึ่งถือว่า “มีการศึกษาสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา” ยังกล่าวถึงชินบัญชรคาถาของเจ้าประคุณสมเด็จฯแตกต่างกันไปในบางบท ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องบอกกล่าวให้ท่านที่อาจสงสัยได้หมดสงสัย และจะได้ไม่ติดใจในการที่จะแสวงหาฉบับที่ถูกต้อง เพราะทุกฉบับต่างก็บอกว่าฉบับนี้ถูกต้องที่สุด อย่างไรก็ตามถ้าท่านจะศรัทธาชินบัญชรคาถาฉบับใดคงไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ความสำคัญนั้นจะอยู่ที่ “จิตใจอันมั่งคงที่จะดำเนินรอยตามเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ได้มากน้อยเพียงใด”




ข้อมูล การชำระเงิน
โอนผ่านธนาคารที่สะดวก
จักรพันธ์ ณ ป้อมเพชร์
155-203827-0
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนวิทยุ (ออลซีซัน เพลส) กรุงเทพฯ
...หรือ...
245-0-38918-0
ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยเดอะมอลล์ ท่าพระ
...หรือ...
512-2-01601-0
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด LH BANK
สาขาย่อยเดอะมอลล์ ท่าพระ

นัดเจอกันแล้วชำระ
จักรพันธ์ ณ ป้อมเพชร์
512-2-01601-0
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด LH BANK
สาขาย่อยเดอะมอลล์ ท่าพระ กรุงเทพฯ

ชำระเงินแบบอื่นๆ
จักรพันธ์ ณ ป้อมเพชร์
245-0-38918-0
ธนาคารกรุงเทพ สาขาย่อยเดอะมอลล์ ท่าพระ
กรุงเทพฯ

ข้อมูล การรับ-ส่งสินค้า
นัดเจอเพื่อมารับสินค้า
ธนาคารทั่วไป ส่งทางไปรษณี (EMS) ลงทะเบียนรับประกัน

รับสินค้าที่บ้านหรือทำงาน
ธนาคารทั่วไป ส่งทางไปรษณี (EMS) ลงทะเบียนรับประกัน

ยังไม่ระบุ ตกลงกันทีหลัง
ธนาคารทั่วไป ส่งทางไปรษณี (EMS) ลงทะเบียนรับประกัน

การรับ ส่งสินค้ารูปแบบอื่นๆ
ธนาคารทั่วไป ส่งทางไปรษณี (EMS) ลงทะเบียนรับประกัน







ติดต่อสอบถามข้อมูลสินค้า
ชื่อผู้ถาม :
*
เบอร์โทรศัพท์ ผู้ถาม :
*
อีเมล์ ผู้ถาม :
*
หัวข้อ :
*
ข้อความ :
*
โค้ด :
ยืนยันโค้ด :
*



สินค้าใกล้เคียง

พระขุนแผนเคลือบห้าเหลี่ยม พิมพ์อกใหญ่ฐาน...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระขุนแผนเคลือบห้าเหลี่ยม พิมพ์อกใหญ่ฐาน...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระขุนแผนห้าเหลี่ยม"เคลือบเขียว" พิมพ์อก...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระขุนแผนเคลือบห้าเหลี่ยม กรุวัดใหญ๋ชัยม...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระขุนแผนเคลือบห้าเหลี่ยม พิมพ์อกใหญ่ฐาน...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ

พระขุนแผนเคลือบห้าเหลี่ยม พิมพ์อกใหญ่ฐาน...

ไม่ระบุ ฿

ปัญจเทพพระ





พระกรุ , พระกริ่ง , กระเป๋าแฟชั่น , รองเท้าแฟชั่น , พระกรุเนื้อชิน , ปั๊มลม , ตู้เชื่อม , ลิด้า , เสื้อผ้าคนอ้วน , ลงโฆษณาฟรี , รองเท้าแฟชั่นเกาหลี , ตู้แช่เค้ก , karmart , แต่งหน้า , ทรงผม , ทำเล็บ , ความรัก , วิธีแต่งหน้า , แฟชั่น , ผู้หญิง , ดูดวงความรัก , แต่งตัว , ความงาม , สุขภาพ , ทาเล็บ , สถานที่ท่องเที่ยว , ทะเล , ของกิน , จักรยาน , จักรยานเสือหมอบ , เคสไอโฟน6 , ขายสุนัข , จักรยานเสือภูเขา , แบตสำรอง , เปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี , โฆษณาฟรี , ร้านค้าออนไลน์ , โทรศัพท์มือถือ ,