หมวด : พระเครื่อง ตลาดพระเครื่อง ศูนย์พระเครื่อง

ชุดเครื่องรางของขลังทนสิทธิ์โบราณเขากวางหด สมบัติตกทอดเก่าแก่จากตาทวด อายุร่วมร้อยปี
ราคา : 429,999 ฿
ต้องการ : ขาย
ประเภทสินค้า : สินค้ามือสอง
ยี่ห้อ : ชุดเครื่องรางของขลังทนสิทธิ์โบราณเขากวางหด สมบัติตกทอดเก่าแก่จากตาทวดอายุร่วมร้อยปี
รุ่น : ชุดเครื่องรางของขลังทนสิทธิ์โบราณเขากวางหด สมบัติตกทอดเก่าแก่จากตาทวดอายุร่วมร้อยปี
วันที่ปรับปรุงล่าสุด : 28 มิ.ย. 2560 03:50:03
วันที่ประกาศ : 4 มี.ค. 2560 17:31:51
เข้าชม : 196 ครั้ง
IP : 171.7.160.1xx


ชื่อผู้ประกาศ :
อามีน

E-Mail :

เบอร์โทรศัพท์ :
0879212884

โทรศัพท์มือถือ :
0879212884

ที่อยู่ :
ปราจีนบุรี

จังหวัด :

การติดต่ออื่นๆ :
0879212884

ความรู้เบื้องต้นในการซื้อสินค้า


ลบ   อัพเดท   แก้ไขประกาศ
แก้ไขรูป




**** ชุดเครื่องรางของขลังโบราณชุดนี้ ยังคงรอคอยท่านผู้ใหญ่ใจดีหรือเศรษฐีผู้มั่งคั่งอยู่นะครับ และหวังว่าจะได้พบกับท่านๆนั้นในไม่ช้านี้!!!


ชุดเครื่องรางของขลังทนสิทธิ์โบราณเขากวางหด ของตกทอดโบราณจากตาทวด อายุร่วมร้อยปี
ของทั้งชุดประกอบด้วย เขี้ยวหมูตัน 1 ชิ้น เขากวางหด 2 ชิ้น เถาว์เครือรอด 1 ชิ้น (เป็นเถาว์โบราณที่เชื่อกันว่ามีความแคล้วคลาดปลอดภัยให้รอดจากเหตูการณ์ที่ไม่คาดคิด มีลักษณะคล้ายกับตะกดใบลาน) และหวายกาฝากสะดือโบสถ์ 1 ชิ้น (เป็นส่วนของหวายที่คล้องลูกนิมิตรภายในโบสถ์ตอนผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตร) ของทั้งห้าชิ้นนี้ ผูกโยงมาด้วยกันตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบันก็ยังมีสภาพเหมือนเดิม ในส่วนของเขี้ยวหมูตันและเขากวางหดถูกถักทอด้วยลวดทองเหลืองโบราณอย่างแน่นหนาสวยงามตามแบบโบราณ ผ่านการปลุกเสกจากพระธุดงค์พระนักวิปัสนากรรมฐานมากด้วยพรรษาในสมัยนั้นหลายองค์ หรือแม้แต่ได้ร่วมอยู่ในโบสถ์ตอนการสวดยัดงานปิดทองฝังลูกนิมิตหลายครั้งหลายคราเพื่อเพิ่มความขลัง มีเหตุการณ์ที่น่าอัศจจรย์ใจเกิดขึ้นกับของสิ่งนี้กับคนที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ตั้งแต่อดีต เรื่อยมาจนถึงสมัยที่ผมเป็นเด็กก็มีโอกาศได้พบกับตัวเองเข้าอย่างจัง เหตุการณ์แต่ละครั้งแทบไม่น่าเชื่อว่าจะรอดกันมาได้ ไม่น่าเชื่อว่าอภินิหารฏ์จะมีจริง ยิ่งได้ประจักษ์ด้วยตัวเองแล้วยิ่งเชื่ออย่างสนิทใจ อย่างที่โบราณว่า ""ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"" เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน อาจจะเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ โดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน อย่างที่รู้ๆกันว่า คนในอดีต สมัย ปู่ ย่า ตา ทวด จะนิยมใช้เครื่องรางของขลังประเภทเขี้ยว งา กะลาแกะ คต หินศักดิ์สิทธิ์ เขี้ยวหมูตัน เขี้ยวเสือกลวง นอแรด เขากระจง เพราะเชื่อว่าเป็นของทนสิทธิ์ เขากวางคุตหรือเขากวางหดเป็นของสิ่งหนึ่งที่อยู่ในตระกูลทนสิทธิ์ ถ้าตามตำราโบราณ เขากวางคุตหรือเขากวางหดนี้เชื่อกันว่าเกิดจากกวางตัวผู้ที่เป็นจ่าฝูง และในบางตัวเท่านั้น มีอานุภาพดีทางมหาอุต อำนาจดุจพญากวางที่เป็นใหญ่ จึงถือเป็นของทนสิทธิ์ แคล้วคลาด คงกระพัน เขี้ยวหมูตันก็เป็นเขี้ยวของหมูป่าตัวผู้ที่เป็นจ่าฝูง และเกิดในหมูป่าจ่าฝูงเพียงบางตัวเท่านั้น ที่มักเป็นหมูโทน ไม่มีพี่ ไม่มีน้อง ชอบหากินตัวเดียวในยามค่ำคืนโดยไม่รวมฝูง โดยปกติทั่วไปเขี้ยวหมูป่าจะกลวง แต่ความพิเศษของบางตัวจะตัน จึงกลายเป็นของที่หายากมาก ถือเป็นของทนสิทธิ์ อานุภาพของเขี้ยวหมูตันเชื่อกันว่า แคล้วคลาด คงกระพัน เป็นสุดยอดของเครื่องราง อีกทั้งไม่ว่าจะเขี้ยวหมูตันทั้งเขากวางหดล้วนเป็นพรายด้วยกันทั้งคู่ ยิ่งหายากหนักเข้าไปอีกเพราะน้อยนักที่จะเจอ ชุดนี้จึงถือว่าเป็นของที่หาได้ยากมากๆอีกชุดหนึ่ง และคงไม่สามารถหาได้อีกแล้วในยุคนี้สมัยนี้
***และนี่คือความเป็นมาของสิ่งที่ท่านกำลังแวะชมอยู่นี้โดยสังเขป***
เรื่องมหาอุตกันภัยแคล้วคลาดของเครื่องรางของขลังสิ่งนี้ ผมจะไม่ขอกล่าวถึงอีกละกันครับ เพราะท่านผู้สนใจคงจะทราบกันมาบ้างแล้วว่ามีทางใหนบ้าง เพราะอย่างที่รู้ๆกันแล้วว่ามีอิทธิฤทธิ์ในรูปแบบใดบ้าง แต่ผมอยากที่จะท้าวความเป็นมาเป็นไปในของสิ่งนี้ที่ท่านกำลังชมอยู่นี้แทน ว่าความเป็นมาเป็นไปของสิ่งนี่เป็นเช่นไร ทุกคำที่ผมได้บอกกล่าวพูดคุยนี้ ล้วนได้จากการบอกเล่าจากพ่อซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากตาทวดอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งเหตุการณ์บางอย่างซึ่งเกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่ผมยังเป็นเด็ก แต่รับรองว่าไม่มีอะไรขาดตกหายไปแน่นอน
ชุดเขากวางหดที่ท่านกำลังชมอยู่นี้ มีอายุร่วมร้อยปี มีที่มาจากพรานป่าวัยสี่สิบปลายๆแห่งเมืองชายแดน ซึ่งในสมัยนั้นความเจริญของสังคมต่างจังหวัดแทบไม่มีเลย ที่ซึ่งอยู่ห่างไกลกันดาร จะอยู่กันด้วยการทำการเกษตร ล่าสัตว์ และรวมตัวกันเป็นชุมชนเล็กๆ อยู่กันด้วยความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา ภูติผี หรือแม้แต่เครื่องรางที่ทำขึ้นไว้เพื่อป้องกันตัวก็เป็นสิ่งๆหนึ่งที่ผู้คนให้ความยำเกรง พรานป่าผู้นี้ถือว่าเป็นคนที่มีอาคมคนหนึ่งในสมัยนั้น เขาได้เขี้ยวหมูตันมาด้วยความยากรำบาก เพราะกว่าจะได้มาไม่ว่าจะเป็นเขี้ยวหมูตันและเขากวางหด หลายครั้งหลายคราที่ทำให้เขาอัศจรรย์ใจต่อสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า ทั้งๆที่มองแล้วมองเร่า แต่อย่างว่าคนที่มีวิชาอาคมเขาจะรู้ด้วยสันชาตญาณว่าสิ่งที่เขาเห็นเป็นสัตว์ปกติทั่วไปหรือไม่ (ทั้งเขากวางหดและเขี้ยวหมูตันล้วนเป็นพรายด้วยกันทั้งคู่)
หลังจากที่เขามีของขลังอยู่ในมือ เขาเสาะแสวงหาเกจิอาจารย์ดังๆในสมัยนั้น แต่อย่างว่าการคมนาคมในสมัยนั้นมันยากรำบากไม่ว่าจะไปจะมาต้องใช้เวลานาน จนกระทั้งวันนึงเขาเดินผ่านไปทางชายทุ่งซึ่งไม่ห่างจากบ้านของเขา เขาได้พบกับพระธุดงค์รูปหนึ่ง จากการพูดคุยทำให้เขารู้ว่า พระรูปนี้มีพรรษามากกว่าสี่สิบพรรษาและเป็นพระนักวิปัสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้วของสงฆ์ที่จะต้องบำเพ็ญเพียรภาวนา เขาคุยกับพระธุดงค์รูปนั้นจึงทำให้รู้ว่า พระธุดงค์รูปนี้จะปักกรฏอยู่บริเวณนี้เป็นเวลาหลายวันแล้วจึงจะเปลี่ยนไปธุดงค์ในที่ถัดไป เขาจึงนำอาหารหวานคาวมาถวายท่านและไม่ลืมที่จะเอาชุดเครื่องรางชุดนี้มาให้พระธุดงถ์รูปนี้ช่วยปลุกเสกให้เป็นเวลาสามวันสามคืน วันสุดท้ายที่เขาได้พบกับพระธุดงค์รูปนั้น ท่านได้พูดลอยๆขึ้นว่า ""ของสิ่งนี้จะเป็นคุณกับผู้เป็นเจ้าของ ตราบใดที่เขารักษาศีลอยู่ในธรรม มันจะนำพาเจ้าของให้แคล้วคลาดปลอดภัยในยามฉุกเฉินและเป็นเสมือนกำแพงอย่างดีในการคุ้มกันภัย"" แล้วท่านยังได้บอกอีกว่า ของสิ่งนี้จะเพิ่มทวีคูณในด้านต่างๆตามที่ท่านเชื่อ ต้องนำไปไว้ในโบสถ์ยามมีงานปิดทองผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตร เพราะจะทำให้ขลังมากยิ่งขึ้น เพราะตลอดการปิดทอง จะมีพระจำนวนมากมายพลัดกันมาบริกรรมคาถาสวดยัดภายในพระอุโบสถนั่นเอง
พรานวัยเกือบห้าสิบจดจำคำพูดของพระธุดงค์รูปนั้นได้อย่างแม่นยำ และปฏิบัติตามคำพูดของท่านในเวลาต่อมา หลังจากวัดแห่งหนึ่งมีการปิดทองฝังลูกนิมิตรเก้าวันเก้าคืน นอกจากนั้นเขายังพยายามดั้นด้นเพื่อที่จะเอาของสิ่งนี้ไปให้พระที่แกรู้จักและนับถือ แต่ละองค์ล้วนเป็นพระนักวิปัสนากรรมฐานที่มากด้วยพรรษาและวิชาอาคมของสมัยนั้น เพื่อที่จะให้พระเหล่านั้นช่วยบริกรรมคาถาเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้ของสิ่งนี้มากเข้าไปอีกนั่นเอง
หลังจากนั้นมา ก็มีเหตุการณ์ต่างๆทำให้พรานประหลาดใจหลายครั้ง เท่าที่เขาเล่าให้ตาทวดฟังเพราะเป็นเหตุการณ์ที่เขาจดจำได้อย่างดี นั่นก็คือ คืนวันเพ็ญที่มีโจรต่างถิ่นมาปล้นวัวควายภายในหมู่บ้านของเขา เขาเล่าว่า หมู่บ้านของเขาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณสามสิบครอบครัว ทุกคนอยู่กันอย่างพึ่งพาอาศัยกันฉันญาติพี่น้อง คืนวันเพ็ญขึ้นเจ็ดค่ำเดือนสี่เวลาในตอนนั้นคือประมาณดาวหมาหลับ(ประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ) ปรากฏให้มองเห็นด้วยสายตาเปล่า "ดาวหมาหลับ"ตามความเชื่อของผู้คนตลอดจนบรรดาเหล่าโจรผู้ร้ายสมัยก่อน ถือว่าเป็นเวลาเหมาะกับการที่จะออกปล้น เพราะหากดาวหมาหลับปรากฏให้มองเห็นด้วยสายต่าเปล่าแล้วละก้อ แม้เราจะเดินเฉียดหูหมาที่กำลังนอนหลับไหลอยู่ มันก็จะไม่รู้สึกตัวแต่อย่างใด ฉนั้นจึงเป็นเวลาที่ชาวบ้านต่างรู้ดีและต้องระแวดระวังทรัพย์สินของตัวเองให้มาก แต่สำหรับโจรนั้น เวลานี้คือเวลาที่เชื่อกันว่าเหมาะที่สุดที่จะออกปล้นชาวบ้าน
พรานวัยเกือบห้าสิบเล่าต่อว่า ประมาณราวตีหนึ่งกว่าๆคืนนั้น เขาได้ยินเสียงเหมือนมีสัตว์สี่เท้าขนาดใหญ่กำลังเดินมุ่งมาทางกระท่อมของเขา จากสันชาตญาณของนายพรานบอกได้ทันทีว่า กลุ่มสัตว์ที่เดินมุ่งมาทางนี้มีไม่ต่ำกว่าสิบตัวแน่นอน เขาหยุดนิ่งคิดในใจว่า หรือควายของเขาที่อยู่ในคอกซึ่งห่างจากบ้านเพียงไม่กี่สิบเมตรโดนโขมยเสียแล้ว แต่ควายเขามีเพียงสี่ตัวแต่ที่เขากำลังได้ยินเสียงเท้าที่กำลังเดินมานี้มันต้องมีไม่ต่ำกว่าสิบตัวแน่นอน ใช่แล้วนี่คือการปล้นควาย เขารำพึงในใจ เมื่อเขาคิดดังนั้นด้วยสันชาติญาณของพรานที่มีความคล่องแคล่วเป็นทุนอยู่แล้ว เขาเอื้อมมือหยิบพวงชุดเครื่องรางชุดนี้ และยกมือพนมใส่หัวพร้อมคล้องคออย่างรวดเร็ว มืออีกข้างรีบคว้าปืนคู่กาย เขาลงจากกระท่อมด้วยช่องทางลัดที่ได้ทำไว้ คือเสาร์กลางกระท่อมซึ่งเจาะไว้ลงใช้ในยามฉุกเฉิน ด้วยคืนวันเพ็ญข้างขึ้น แสงจันทร์จึงทำให้เกิดแสงสว่างและเงามืดในเวลาเดียวกัน พรานวัยเกือบห้าสิบพาร่างที่กำยำของเขาซ่อนตัวที่พุ่มไม้ซึ่งห่างจากกระท่อมไม่ไกลนัก ณ จุดที่เขาหลบอยู่ทำให้เขามองเห็นคอกควายของเขาได้อย่างชัดเจน ซึ่งตอนนี้ไม่มีควายเขาเหลืออยู่อีกต่อไป "หมดแล้วควายกู!" พรานป่ารำพึงในใจ แต่มือที่ถือปืนอยู่นั้นเตรียมพร้อมด้วยการขึ้นลำกล้องพร้อมยิงเรียบร้อย
เพียงอึดใจเสียงย่ำเท้าของสัตว์ก็ใกล้เข้ามาทางเขามากขึ้นๆ ประมาณซักห้าวาจากที่เขาหลบในพุ่มไม้ ทันใดนั้นกลุ่มสัตว์ที่เดินมุ่งมาทางเขาก็มีอาการตกใจ เหมือนกับว่าเห็นอะไรที่น่าหวาดกลัว กลุ่มควายเกิดการแตกกลุ่ม เขาไม่รอช้าหันปากกระบอกปืนไปทางท้ายแถวฝูงควายพร้อมเหนี่ยวไกรปืน มีเสียงร้องเหมือนคนบาดเจ็บเกิดขึ้น แต่ทว่าเสียงค่อนข้างเบา ไม่ได้ดังนัก แน่นอนเขาคิดในใจว่า กระสุนที่เหนี่ยวไกรไปนั้นถูกเป้าหมายแน่นอน แต่อาจจะไม่ใช่จุดสำคัญนัก เพราะยิงไปแบบไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน สิ้นเสียงคนร้องคราง เสียงปืนของฝ่ายตรงข้ามดังขึ้น แต่ไม่ได้มาทางทิศที่เขาหลบอยู่ ในเวลาไร่เรี่ยกันพรานวัยเกือบห้าสิบได้ยิงสวนไปอีกหนึ่งนัด ทันไดนั้นก็มีเสียงคนพูดกันว่า เฮ๊ย! ปืนกูยิงไม่ออกหวะ เป็นไรวะ เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ด้วยความเงียบสงัดจึงพอได้ยินเสียงลอยมาตามลมได้ไม่ยาก พรานไม่รอช้าเหนี่ยวไกรไปทางที่มาของเสียงคนพูดกันอีกหนึ่งนัด ได้ผลอย่างที่พรานคาดไว้ มีเสียงร้องเหมือนคนบาดเจ็ดตามมา แต่ทว่าไม่ดังนัก หากให้จินตนาการ คนโดนกระสุนคงกัดฟันร้องเป็นแน่ เขาเล่าให้ตาทวดฟังอย่างไม่มีอะไรมาสะดุดเลย
เสียงปืนการต่อสู่ระหว่างพรานวัยเกือบครึ่งร้อยและโจรขโมยควายดังมากพอที่จะทำให้ชาวบ้านซึ่งกำลังหลับใหลตื่นกันและตรวจดูทรัพย์สิน เพียงชั่วอึดใจ เสียงปืนจากทางตอนเหนือหมู่บ้านดังขึ้นติดต่อกันหลายนัด นั่นเป็นสัญญาณให้พรานรู้ทันทีว่าชาวบ้านได้ตื่นกันแล้ว และกำลังจะเดินทางมาช่วยเขา เสียงปืนดังเป็นชุดติดต่อกันอยู่หลายครั้ง มันเป็นสัณญาณที่บอกให้โจรล่าถอยไปได้อย่างไม่ต้องรอช้า
รุ่งเช้าชาวบ้านช่วยกันตามควายที่หายไปกลับคืนมาได้ทั้งหมด ซึ่งพบพวกมันไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก ทุกคนโล่งใจที่ได้ควายคืน และต่างนั่งล้อมวงคุยกันถึงเรื่องที่ผ่านมาเมื่อคืน ในส่วนพรานเองก็มีเรื่องที่ติดใจให้คิดอยู่หลายอย่างจากเหตุการณ์เมื่อคืนคือ อะไรที่ทำให้ฝูงควายตกใจเมื่อเดินมาทางเขา และทำมัยปืนของโจรจึงยิงไม่ออกเมื่อคิดจะยิงต่อสู้กับเขา และนี่คือเหตุการณ์แรกที่เขาได้เห็นสิ่งที่ไม่คาดคิด เขาเล่าให้ตาทวดฟังอย่างตั้งใจ
เหตุการณ์ต่อมาที่พรานวัยเกือบครึ่งร้อยเล่าให้ตาทวดฟังก็คือ เหตุการณ์ที่เขาโดนคนดักทำร้ายในตอนที่เขาได้ไปหาบข้าวเข้าลานเพื่อที่จะได้นวดในเวลาต่อมา พรานเล่าว่า ขณะที่เขากำลังหาบข้าวเข้าลานอยู่นั้น มีชายสองคนซึ่งตอนนั้นแอบซุ่มอยู่ข้างๆพุ่มไม้ คืนนั้นเดือนหงายจึงมีเพียงแต่แสงเดือนและเงามืดเท่านั้น ขณะเขากำลังหาบข้าวกำลังจะถึงลานข้าวอยู่แล้ว เขาบอกว่ามันเหมือนมีบางอย่างมากระทบที่แผ่นหลังของเขาอย่างรุนแรง แรงที่ฟาดลงมานั้นมันมากพอที่จะทำให้เขาเซเสียหลักจนข้าวที่เขาหาบนั้นหล่นไปคนละทิศละทาง ขณะเขาล้มลงและหันหลังกลับมามองถึงทิศทางที่มาของสิ่งที่มากระทบร่างจนทำให้เขาเซล้มลง เขาตกใจมากเพราะเบื้องหน้าของเขามันเป็นร่างของชายสองคนรูปร่างกำยำยืนทะมึนอยู่ไม่ไกลนัก เขาได้ยินเสียงคนทั้งสองคุยกันบอกว่า เฮ้ย !!! ไอ้ชาติ มันไม่เป็นอะไรเลยหวะ หนึ่งในสองของชายคู่นั้นบอกเพื่อนด้วยความตกใจ เพราะสิ่งที่พวกมันถืออยู่ในมือมันคือมีดดาบอันคมกริบดีๆนี่เอง ซึ่งมองจากการสะท้อนของแสงจันทร์ในคืนเดือนหงายจึงเห็นถึงความคมได้ไม่ยาก และสิ่งที่มันถือนี่เองที่ใช้ฟาดลงไปกลางแผ่นหลังของพรานวัยเกือบครึ่งร้อย แต่ทว่ามีดดาบอันคมกริบของมันไม่สามารถทำระคายเคืองผิวของพรานเฒ่าได้เลยแม้แต่น้อย พรานวัยเกือบครึ่งร้อยรีบวิ่งสุดแรงเกิดไปที่มุมลานข้าวในทันที ซึ่งตรงนั้นเค้าได้วางปืนซ่อนเอาไว้ ทันทีที่จับปืนซึ่งเค้าได้ขึ้นลำพร้อมยิงไว้ตลอด ไม่มีการรีรอเค้าเหนี่ยวไกรยิงสวนไปที่ชายสองคนนั้นทันที ชายสองคนไม่รอช้ารีบวิ่งหนีหายไปท่ามกลางความมืดของคืนเดือนหงายอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงลอยเลือดที่หยดเป็นทางยาวที่พรานมาพบในวันถัดมา
ครั้นเหตุการณ์ต่อมาที่จะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังต่อจากนี้ ได้เกิดกับตาทวดของผมเอง ซึ่งเหตุการ์ที่เกิดขึ้น หลังจากได้ชุดเครื่องรางนี้มาได้ไม่นาน เมื่อกว่าหลายสิบปีก่อนตามต่างจังหวัดของไทยเราก็อย่างที่รู้ๆกันว่า ความเจริญแทบจะไม่มีเลย ผู้คนส่วนมากก็ประกอบอาชีพเกษตรกรเกือบจะทั้งหมด ครอบครัวของตาทวดยายทวดค่อนข้างจะเป็นคนมีฐานะในระดับหนึ่งในขณะนั้น เพราะจากที่ดินที่มี และผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรก็ถือได้ว่ามากโขอยู่ จึงจำเป็นที่จะต้องมีลูกจ้างเพื่อที่จะได้ช่วยผ่อนแรง ซึ่งก็มีมากหลายคนอยู่เช่นกัน จากการที่เป็นคนพอจะมีฐานะจึงไม่แปลกที่จะต้องเป็นที่ต้องตาต้องใจของเหล่าโจรผู้ร้าย คืนข้างขึ้นเดือนหงาย ตาทวดยายทวดพร้อมลูกน้องกำลังนั่งปั่นฝ้ายที่ชายหน้าบ้าน ลูกจ้างที่เป็นหญิงก็ปั่นฝ้ายไป ส่วนตาและลูกน้องที่เป็นชายก็ทอปอให้เป็นลูกไป ชายฉกรรจ์ประมาณห้าคนได้บุกขึ้นมาบนบ้านโดนย่องขึ้นข้างหลังบ้าน โดยทั้งหมดใส่ชุดดำพร้อมผ้าพันหัวอย่างมิดชิด เหลือไว้แต่เพียงดวงตาที่ไว้ใช้มองทางเท่านั้น คนร้ายบอกให้คนในบ้านหยุด อย่าส่งเสียงร้อง พร้อมอย่าขัดขืน ไม่เช่นนั้นจะยิงให้ตาย แน่นอนทุกคนกลัวตายเลยไม่กล้าร้อง โจรรีบค้นข้าวของ ยายทวดเห็นเช่นนั้นคิดว่าคงไม่ได้กาลหากจะนิ่งตามคำบอกของโจร แกจึงแกล้งทำจานพลูที่ใช้หยิบเคี้ยวยามปากว่างหรือยามมีแขกใครไปมาให้หล่นลงไปที่ได้ถุน หมายจะให้เสียงจานสังกะสีที่กระทบพื้นเกิดเสียงพอให้เหล่าบรรดาผู้ชายที่อยู่ข้างร่างได้หันมามองและเห็นความผิดปกติบนบ้าน มันได้ผลอย่างที่แกคิด ตาทวดรีบตะโกนบอกลูกน้องว่าเราโดนปล้น ทุกคนรีบคว้าปืนและหาที่กำบังอย่างรวดเร็ว ตาทวดไม่รอช้ารีบจับปืนที่วางข้างกายเสมอยิงขึ้นฟ้าทันที หมายให้โจรหยุด แต่โจรยิงมาที่กลุ่มชายด้านล่าง กระสุนโดนตาอย่างจังจนแกผะงะล้มลง แต่ถว่ากระสุนนั้นไม่สามารถทำอะไรผิวกายของตาทวดได้เลยแม้แต่น้อย การต่อสู้วุ่นวายเพียงไม่กี่นาทีกลุ่มโจรก็ล่าถอย โดยได้เพียงข้าวของเล็กๆน้อยๆติดมือไปเท่านั้น ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงปืน ต่างพากันแบกปืนมาดูแลมาช่วย ผู้คนตกใจเพียงไม่นาน เหตุการณ์ก็กลับสู่ภาวะปกติ โดยมีเพียงการบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนตาทวดนั้นไม่เป็นอะไรเลย มีเพียงรอยแดงจุดเล็กๆที่กระสุนกระทบเท่านั้น ทุกคนต่างแปลกใจท่านบอกอย่างมั่นใจมากว่า คงเป็นด้วยเพราะสิ่งที่ท่านแขวนคอไว้ตลอดนี่เองที่ทำให้ท่านรวดพ้นความตายมาได้แบบปาฏิหารฏ์ และนั่นก็คือชุดเครื่องรางชุดนี้นี่เอง
ครั้นเหตุการต่อมาได้เกิดขึ้นกับพี่ชายคนโตของผมเอง หากย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน การเข้ารับการเกณฑ์ทหารเพื่อที่จะไปรับใช้ชาติแบบชายชาติทหารคงจะไม่ใช่เรื่องที่ผู้คนในสมัยนั้นชอบนัก เพราะหากย้อนถึงสมัยอดีตตอนเขมรแดงเรืองอำนาจยิ่งไปกันใหญ่ เพราะกำลังพลส่วนมากจะถูกส่งไปประจำการที่จังหวัดปราจีนแดนดินถิ่นอรัญฯ ครอบครัวใหนครอบครัวนั้น ไม่มีใครอยากให้ลูกหลานติดทหารเลย เพราะการติดทหารที่จะต้องไปประจำการตามแนวตะเข็บชายแดนอันน่าสะพรึงกลัว ไม่ว่าจะเป็นปืนหรือกรับระเบิดซึ่งมีวางดักฝ่ายตรงข้ามรายล้อมทุกตารางนิ้วที่เราเหยียบย่าง มันจึงทำให้ความหวาดกลัวประกอบกับการเป็นห่วงสมาชิกในครอบครัวทวีคูณมากขึ้น เพราะตลอดเห็นการณ์ที่มีการสู้รบกัน ถ้าลูกไม่ตายก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะพิการร่างกาย
พี่ชายของผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ติดทหารในคราวถึงอายุเข้ารับราชการเกณฑ์ทหาร เขาถูกส่งตัวไปที่อรัญประเทศ ซึ่งสมัยนั้นอรัญประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งภายหลังเมื่อไม่กี่ปีมานี้ถึงแยกออกเป็นจังหวัดสระแก้ว วันที่ 1 พ.ค เป็นวันส่งทหารเกณฑ์ผลัดแรก ญาติๆก็ได้ไปส่งพี่ชายที่จุดรวมพล ณ ที่ว่าการอำเภอโดยมีรถดีเอ็มซีของทหารเป็นพาหนะนำพลทหารใหม่เดินทางสู่กรมกองสังกัด พ่อได้ให้พวงเขากวางหดนี้กับพี่ชายเพื่อไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและเป็นของป้องกันตัวในยามคับขัน อีกทั้งแม่ก็ได้ฉีกชายผ้าถุงซึ่งแม่ได้ทำไว้ให้พี่ชายเพื่อที่จะเป็นเคร็ด หมายถึงว่าให้ลูกแคล้วคราดจากภยันตรายทั้งปวงและปลอดภัยกลับมาหาแม่และครอบครัวดังเดิม
เมื่อพี่ชายได้ฝึกภาคสนามที่หนักหน่วงเป็นเวลาสามเดือน ซึ่งกล่าวกันว่าการฝึกภายในสามเดือนนี้ในสมัยนั้นแทบฉี่เป็นเลือดเลยทีเดียว เมื่อฝึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางกองพันก็ได้ส่งไปอรัญประเทศตามที่คาดเดาเอาไว้แต่แรก เพราะสมัยนั้นเขมรเกิดสงครามภายในประเทศอย่างหนัก หรือที่เราเรียกกันว่าเขมรแตกในสมัยนั้นเอง ผู้คนต่างหนีตายทะลักเข้ามาตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก ฉนั้นจึงจำเป็นต้องใช้กำลังพลเป็นอย่างมากเพื่อที่จะรักษาอธิปไตย และคอยผลักดันฝ่านตรงข้ามมิให้ล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนของเรา การลาดตระเวณเป็นไปอย่างหนักหน่วงทั้งกลางวันและกลางคืนซึ่งมีอันตรายทุกการย่างก้าว ไม่ว่าจะเป็นทหารฝ่ายตรงข้ามที่สู้รบกัน อีกทั้งยังมีกรับระเบิดที่ฝ่ายตรงข้ามได้วางไว้ราวกับดอกเห็ดตามแนวตระเข็บชายแดน
แล้ววันที่พี่ชายจำได้อย่างแม่นยำก็เกิดขึ้น ประมาณบ่ายสองโมงของวันจันทร์ มีระเบิดตกเข้ามายังฝ่ายไทย เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอีกทั้งอานุภาพของมันได้ทำลายล้างสิ่งที่มันตกกระทบให้เป็นเศษโดยพริบตา พี่ชายและเพื่อนทหาร ซึ่งตอนนั้นกำลังเดินลาดตระเวณซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบังเกอร์ที่หลบมากนัก แต่ทว่าช่วงเวลานั้น ที่เรามองว่าไม่ไกล มันก็เหมือนไกล เพราะเค้าอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนที่กำลังสู่รบอย่างหนัก ทั้งปืนกล ทั้งระเบิดตกตูมตามเป็นระยะๆ พี่ชายและเพื่อนต่างหมอบยิงต่อสู้ ทั้งคลาน ทั้งกระดึ๊บเพื่อที่จะได้ลงบังเกอร์ให้ไวที่สุด อีกประมาณไม่ถึงวาก็จะถึงบังเกอร์ สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับกลุ่มพี่ชายและเพื่อน ระเบิดได้ตกลงมาอย่างจังห่างจากจุดที่พี่ชายและเพื่อนอยู่ไม่ถึงสิบห้าเมตร แรงระเบิดมากพอที่ทำให้บริเวณใกล้เคียงและจุดที่ระเบิดตกเป็นหลุมกว้าง ต้นไม้ใกล้เคียงที่ไม่ใหญ่มากถึงกับถอนรางถอนโคนในพริบตา สะเก็ดระเบิดพุ่งกระจายแผ่รัศมีไปทั่วอาณาบริเวณ แน่นอนส่วนหนึ่งมุ่งหน้ามาทิศทางที่พี่ชายอยู่แบบเต็มๆ เพื่อนพี่ชายที่อยู่ห่างกับพี่ชายเพียงแค่ศอกถึงกับขาขาด อีกคนแขนขาดหลุดลุ่ย แต่เหมือนปาฏิหารฎ์พี่ชายไม่เป็นอะไรเลย มีเพียงรอยกระสุนที่ฝ่ายตรงข้ามยิงใส่ถากที่บริเวณแขนซ้ายเพียงเล็กน้อย พี่ชายตั้งสติแล้วรีบลากร่างเพื่อนที่ตอนนี้บาดเจ็บสาหัสลงบังเกอร์ เพื่อที่จะไม่ได้เลวร้ายมากไปกว่านี้ สิ้นเสียงปืนกองกำลังสนับสนุนเคลียร์พื้นที่ มีการล้มตายกันไปจำนวนหนึ่ง เพื่อนที่บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล เพื่อนทั้งสองของเค้าต่างต้องถูกตัดแขน และขา เพราะสภาพบาดแผลยากที่จะเยียวยา เพื่อที่บาดแผลจะได้ไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้ พี่ชายเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบในตอนท้ายว่า หากวันนั้นเขาไม่มีพวงเขากวางหดแขวนที่คอ เค้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสภาพของเขาจะเป็นเช่นไร หรืออาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็อาจเป็นไปได้ ข่าวนี้ต่างมีการพูดถึงในบรรดาเพื่อนบ้านเป็นอย่างมากอยู่ระยะหนึ่ง แต่ทางพี่ชายและครอบครัวผมไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพราะไม่อยากให้เรื่องราวของเครื่องรางมหาอุตนี้ดังไปกว่าที่ยากจะสยบลงได้
ส่วนเรื่องสุดท้าย อันนี้เกิดขึ้นกับผมเองในตอนสมัยวัยรุ่นก็ประมาณเกือบ30ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นความเจริญยังไม่มีอะไรเลยแถวบ้านนอกนานๆจะมีงานรื่นเริงสักครั้ง แต่ที่เห็นจะมีมาบ่อยกว่าเพื่อนก้เห็นจะเป็นคณะหนังขายยา ที่เค้าเรียกกันในสมัยนั้น คือมีหนังมาติดวิกในลานหมู่บ้าน หนังฉายไปซักระยะก็จะหยุ่ดพัก15-20 นาที เพื่อที่ชาวคณะของเค้าจะเอายามาขาย ไม่ว่าจะเป็นยาดม ยาลม ยาหม่อง ยากระไสเส้น มีแม้กระทั้งยาลูกกลอน ที่เค้ากล่าวขานกันว่าแก้โรคนั้นโรคนี้ได้ จริงเท็จแค่ใหนอันนี้มิมีใครรู้แน่ เพราะยาที่นำมา ก็มีทั้งที่มี อย และไม่มี อย กำกับ แต่ทว่าผู้คนในสมัยนั้นการศึกษายังน้อย เลยไม่ค่อยมีใครคิดมากนัก ใครว่าอะไรดี สรรพาคุณเลิศก็พากันซื้อไปรองตามแต่จะถูกโรคของใคร
คืนนั้นเป็นคืนหนึ่งเช่นกันที่มีหนังขายยามาติดวิกที่หมู่บ้าน แต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้ง เพราะมีวงดนตรีมาด้วย สถานที่จัดงานก็เลยตกภาระไปอยู่ที่ลานวัดแทน เพราะว่าลานหมู่บ้านคับแคบเกินไป เค้าเลยขออนุญาติท่านเจ้าอาวาสจัดงานกัน งานวัดครั้งนี้ล้วนเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของไทบ้านทั้งหลาย เพราะนานๆทีจะมีวงดนตรีมาเล่น และยังมีหนังมาฉายให้ดูอีกต่างหาก ถึงแม้ว่างานครั้งนี้จะมีการเก็บค่าผ่านประตู ผู้คนก็ยินดี เพราะรายได้ส่วนหนึ่งเค้าถวายวัดเพื่อที่ทางวัดจะได้นำเงินไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและบำรุงวัดบำรุงศาสนาต่อไป
ประมาณห้าโมงเย็นเสียงเพลงจากเครื่องดนตรีเริ่มเปิด เพื่อส่งสัญญาณว่า บัดนี้งานวัดได้เริ่มแล้ว ในแง่นึงก็เพื่อที่เป็นการปลุกอารมณ์รื่นเริงให้คนอยากมาเที่ยวมากขึ้นว่างั้นเถอะ ตะวันลับขอบฟ้าไม่นาน ผู้คนต่างเริ่มทยอยกันมา ทั้งหมู่บ้านผมเองและต่างหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างหอบลูกจูงหลานมากันอย่างล้นหลาม ครั้งนี้เลยทำให้ลานวัดที่เคยกว้างขวาง มาบัดนี้เล็กลงอย่างถนัดตาทีเดียว พ่อค้าแม่ขายก็พากันจับจองพื้นที่ขายของกันอย่างสนุก ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม กล้วยทอด ลูกชิ้น หรือแม้แต่ของเด็กเล่นก็มีให้เลือกมากมาย งานครั้งนี้เลยดูมีสีสันเป็นอย่างมากในสายตาของชาวบ้านคนชนบทอย่างผม ส่วนตัวผมได้นัดกับเพื่อนๆไว้สามคน เพราะเรารู้ข่าวว่าจะมีงานนี้ล่วงหน้ามาหลายวัน จึงนัดกันไว้แต่เนิ่นๆ ประมาณเกือบทุ่มเพื่อนผมทั้งสามได้ขี่มอเตอไซมารับที่บ้าน เพราะงานครั้งนี้ที่บ้านผมไม่มีใครไปนอกจากผมคนเดียว ก่อนที่เพื่อนจะมารับ พี่ชายได้เอาพวงเขากวางหดพวงนี้มาให้ บอกว่าให้ผมเอาแควนติดคอไปด้วย เผื่อมีอะไรไม่คาดคิดจะได้แคล้วคราดปลอดภัย ตอนนั้นผมก็ยังอดขำพี่ชายไม่ได้ ว่าจู่ๆแกก็เป็นห่วงน้องเป็นเหมือนกัน ผมยิ้มๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ส่วนพี่ชายแกบอกว่า เอาเถอะจะได้อุ่นใจเป็นสิ่งป้องกันตัว เชื่อพี่ งานวัดครั้งนี้คงมีคนมาดูกันเยอะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เกิดพวกมันเขม่นกับคนอื่นขึ้นมามีหวังงานนี้วัดยุ่งแน่ ดีไม่ดีอาจจะมีคนต่างถิ่นตีกันก็ได้ ผมยิ้มๆเลยบอกแกว่าอย่าคิดมากน๊า คงไม่มีอะไรหรอก แต่ผมก็รับจากมือแกและเอาแขวนคอไว้ในเสื้อ พอเพื่อนมา ผมก็บอกแกว่าไปแล้วนะ เดี๋ยวเที่ยวเผื่อ
พวกผมกับเพื่อนถึงวัดสองทุ่มนิดๆ ซึ่งตอนนี้ดนตรีได้เริ่มแสดงแล้ว ส่วนหนังก็เริ่มฉายเช่นกัน ผมกับเพื่อนเลยหาที่จอดรถและซื้อตั๋วเข้างาน ในงานมีคนมากมาย ชาวบ้านพากันมาเยอะมาก วงดนตรีก็มีคนสนใจเยอะ เพราะมันจะมีพื้นที่ให้คนเต่นกันด้วย วงดนตรีนี้จะมีไฟเทคลูกกรมๆสามสี่ลูกบรรยากาสก็เหมือนดิสโก้เทคสมัยนี้ย่อมๆนี่แหละ เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของเหล่าขาเต้นเป็นอย่างมาก รวมทั้งผู้บ่าวไทบ้านอย่างพวกผมด้วย
งานดำเนินไปเรื่อยๆ ตอนแรกพวกผมดูดนตรีก่อนพักนึง ก็เลยพากันย้ายไปนั่งดูหนัง แต่พอหนังขายยา ก็เลยขี้เกียจนั่งเลยพากันลุกมาที่วงดนตรี ตอนนั้นเพลงที่เค้าเปิดสัมผัสได้ถึงความมันส์ในดนตรีอย่างแรงกล้า แต่ละเพลงที่เปิดสามารถทำให้ผู้คนซื้อตั๋วเพื่อเข้าไปเต้นได้อย่างล้นหลาม ประมาณห้าทุ่มกว่าๆแต่ยังไม่ถึงเที่ยงคืนดีนัก ขณะผู้คนกำลังสนุกสนานกับงานวัด เสียงเหมือนของบางอย่างระเบิดอย่างรุนแรงก็ดังขึ้น ไฟฟ้าภายในวัดซึ่งเกิดจากการปั่นไฟใช้เองก็ดับลง ผู้คนตกใจส่งเสียงดังเซ็งแซ ความมืดมาเยือนอยู่เกือบ15นาที ความสว่างจากไฟฟ้าที่เกิดจากการปั่นไฟก็กลับมาอีกครั้ง แต่ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ความวุ่ยวายก็เกิดขึ้นอีก แต่ครั้งนี้คือการทะเลาะกันของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งผมไม่รู้จัก คงเป็นคนต่างถิ่นที่มาเที่ยว ตำรวจที่ทางวัดขอมาให้คอยดูแลความเรียบร้อยของการจัดงานห้าหกนายกำลังง่วนอยู่ที่จุดเกิดเหตุ งานทำท่ากร่อยหรือพูดอีกอย่างว่าเริ่มหมดสนุกแล้วว่างั้นเถอะ เพื่อนผมเลยชวนกลับบ้านกัน ขณะที่เพื่อนเดินมาที่จอดรถมอไซ ซึ่งตอนนั้นภายในงานคนก็เริ่มจะกลับกันบ้างแล้ว จึงมีการเดินสวนทางกันไปมาอย่างขวักไขว่ ในขณะที่พวกเพื่อนผมเดินไปเอารถ ผมและเพื่อนอีกคนยืนรอซึ่งไม่ไกลกันมากนัก ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ผู้คนแตกตื่นและวิ่งหนีกันอย่างจ้าระหวั่น เกิดการตีกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีเสียงปืนตามมา เพื่อนผมร้องบอกว่านอนหมอบลง แต่ยังไม่ทันได้หมอบ เหมือนมีบางสิ่งมากระทบที่กลางหลังผมอย่างจัง แรงของมันทำให้ผมหัวคะมำไม่เป็นท่าไปได้ในพริบตาห่างจากเพื่อนพอสมควร ผมแน่นิ่งไปพักนึง เพื่อนผมรีบเข้ามาหาพร้อมกระตุกตัวผมให้ตื่น ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่ได้สลบหรืออะไรเลย แต่ด้วยแรงของสิ่งที่มากระทบร่างมันพาให้ผมฟรุ๊บลงกับพื้นอย่างจังมากกว่า ผมบอกเพื่อนว่าไม่เป็นไร แต่ไม่ไกลจากจุดที่ผมและเพื่อนยืนราวยี่สิบเมตร มีคนร้องบอกว่ามีคนโดนยิงๆ แต่ ณ ตรงนั้นมีคนนอนจมกองเลือดอยู่ ตำรวจรีบมาดูคนเจ็บและได้ยิงปืนขึ้นฟ้าเป็นการข่มขวัญของคนยิง ทุกอย่างดูวุ่ยวายไปหมด เพื่อนผมเอามอไซมาถึงรีบให้ผมขึ้นกันและขับออกมาอยากรวดเร็ว ขณะนั้นเพื่อนทุกคนยังไม่รู้สาเหตุว่าทำมัยผมจึงล้มคว่ำแบบไม่เป็นท่าแบบนั้นและนิ่งไป จนกลับมาถึงบ้านผมเล่าให้เพื่อนและพี่ชายฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรีบบอกว่าเอาหลังมาดูดิ ผมเปิดเสื้อด้านหลังขึ้นแต่ไม่ได้ถอด ทุกคนตกใจที่หลังผมมีรอยสีแดงเป็นจุดๆนึง แต่ทว่าไม่ใหญ่มากนัก ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าผมโดนลูกหลงจากปืนของคนที่ยิงอย่างจังแต่ทว่าโชคดีที่ไม่เป็นไร เพราะในตอนนั้นเสียงปืนดังขึ้นประมาณสามนัดเห็นจะได้ ความกังขานี้เกิดขึ้นกับเพื่อนว่าทำมัยผมถึงไม่เป็นอะไร เพราะพวกมันไม่รู้ว่าที่คอผมแขวนอะไรไว้ พี่ชายผมมองหน้าแล้วเอามือมาโอบคอผม พร้อมกับบอกว่าโหไอ้น้องพี่แกโชคดีมากรู้มั้ย พี่ชายพูดแค่นี้ผมก็รู้ทันทีว่าเค้าหมายถึงอะไร แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไรมากในตอนนั้นเพราะมีเพื่อนอยู่ด้วย กลัวว่าเดี๋ยวเรื่องราวจะไปกันใหญ่ไม่อยากให้ใครมาซักถาม หลังจากเพื่อนขอตัวกลับบ้านหมดแล้ว พี่ชายเลยพูดกับผมว่า หากแกไม่เชื่อพี่ ป่านนี้พี่คงได้เห็นแกเป็นศพไปแล้วแน่ๆ ผมยิ้มๆแต่ไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพราะในใจผมยังกังขากับเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นมาหมาดๆอยู่ ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังงัย ผมเองแทบไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อ เพราะตอนนี้มันได้เกิดขึ้นและประจักกับตัวเองเข้าอย่างจัง เพราะที่ผมเคยได้ยินก็มีเพียงที่พ่อเล่าให้ฟังเมื่อครั้งในอดีต และก็เรื่องที่พี่ชายได้ประจักกับตัวเองเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้นกับผมเองด้วย
และนี่เป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนที่สามารถหยิบยกมาเล่าให้ท่านผู้แวะชมฟัง เพราะเนื้อที่มีจำกัด หากจะเล่าทุกอย่างทั้งหมดคงไม่สะดวก ผมเลยหยิบยกเหตุการณ์ที่สำคัญๆมาเล่าให้ท่านผู้สนใจฟังเพียงเท่านี้ ที่ผมนำเหตุการณ์ต่างๆมาเล่าให้ท่านผู้ชมฟังก็เพื่อจะได้ทราบว่า ของสิ่งนี้ที่ท่านกำลังชมกำลังมองอยู่เบื้องหน้ามีความเป็นมาอย่างไร และมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับของสิ่งนี้อย่างไรบ้าง เพื่อท่านที่สนใจจะได้ทราบที่มาที่ไปของเครื่องรางนี้พอสังเขป
หากแต่แท้จริงแล้วส่วนตัวผมเองไม่เคยคิดว่าจะให้ของสิ่งนี้ตกไปอยู่ในมือคนอื่นเลย เพราะมันมีความเป็นมาและเกี่ยวเนื่องกับตัวผมเองและครอบครัวมาอย่างยาวนาน แต่อย่างว่าทุกอย่างมันย่อมมีสาเหตุที่มาที่ไป ที่ผมนำของสิ่งนี้มาลงในเว็บก็เพื่อที่อยากให้ของสิ่งนี้ หากไม่ได้อยู่ที่ผมแล้ว ผมก็อยากจะให้อยู่ในมือผู้ที่มีจิตใจเมตตา มีธรรมมะเป็นที่ตั้งในการดำเนินชีวิต ท่านผู้ชมบางท่านอาจจะงงว่าแล้วทำมัยผมถึงเอามาลง สาเหตุก็คือ อีกไม่นานผมไม่แน่ใจว่าผมจะต้องเดินทางไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศหรือเปล่า แน่นอนหากผมต้องเดินทางไปจริงๆ ผมคงไม่นำติดตัวไป เพราะผมมีความเชื่ออย่างนึงว่า ""ของสยาม มันก็ควรอยู่ในแผ่นดินสยาม มันถึงจะศักดิ์สิทธิ์"" และที่สำคัญผมคิดว่า ยังคงมีท่านที่สนใจและรักของสิ่งนี้อีกเป็นจำนวนไม่น้อยในเมืองไทย หากจะไม่ได้อยู่ในมือของผมจริงๆอีกต่อไปผมจึงอยากให้อยู่ในมือท่านที่สนใจและอยากสะสมเป็นของรักษาตัว อีกทั้งในทางมหาอุตต์กันภัย ชีวิตคนเรามักไม่มีอะไรแน่นอน เราไม่สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ทุกท่านรวมทั้งผมเราต่างรู้แต่วันเกิดด้วยกันเท่านั้น หากแต่ไม่สามารถรู้วันสิ้นลมหายใจของตนเองได้เลย ชีวิตต้องตั้งตนอยู่ด้วยความไม่ประมาท พระเครื่องต่างๆหรือแม้แต่เครื่องรางของขลัง บางครั้งบางทีก็ไม่สามารถช่วยเราได้หากเราเป็นคนที่ไม่มีศีลธรรม ตั้งตนอยู่ในความประมาท และขาดศีลธรรมในการดำเนินชีวิตในหลักพระพุทธศาสนา แต่ถ้าท่านเป็นคนที่มีศีลธรรมในตัวเป็นทุนเดิมพร้อมแล้ว ยิ่งมีของดีไว้เคียงข้างตัวอีก มันก็เหมือนกับการมีบารมีแบบที่ไม่สามารถมองเห็นเป็นอารักขาชั้นเยียมของเราไปทุกแห่งหน ของแบบนี้ไม่เชื่อจงอย่าลบหลู่ ผมรู้และเชื่อว่าท่านผู้ชมทุกท่านคงทราบถึงสิ่งเหล่านี้ดี
ท้ายที่สุด หากแต่สิ่งที่ผมอยากได้ ถ้าหากของสิ่งนี้จะต้องไปอยู่ในมือคนอื่นจริงๆก็คือ การที่ของสิ่งนี้ได้ไปอยู่ในมือท่านที่เหมาะสมกับของสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความเมตตา รักษาศีลอยู่ในธรรม เพราะนี่เปรียบเสมือนกำแพงแรกที่จะเป็นสิ่งปกป้องรักษาท่าน และหากท่านยิ่งมีของดีคู่กายที่ศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีก ยิ่งเปรียบเสมือนท่านมีกำแพงเพิ่มขึ้นอีกชั้นที่จะคอยปกป้องท่านในยามฉุกเฉินหรือเกิดเหตูการณ์ที่เราไม่ได้คาดฝัน หากท่านเป็นคนดีและเลื่อมใสในสิ่งนี้นั่นผมเชื่อว่า ท่านจะได้รับการคุ้มครองรักษาเหมือนอย่างที่พวกผมพบมาเมื่อครั้งในอดีตอย่างแน่นอน อย่าลืมนะครับว่า "อภินิหารฎ์ต่างๆ มักจะเกิดขึ้นในเวลาที่เราไม่คาดฝันเสมอ" ผมเชื่อเช่นนั้นอย่างบริสุทธิ์ใจ

ขอบคุณทุกท่านที่แวะชม

จากใจเจ้าของเครื่องราง




สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ 087-9212884 หรือที่ venkeo191_bangkok9@hotmail.com
หรือสามารถเข้าไปชมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=100013461186874



Tag : เขี้ยวหมูตัน , เขากวางคุต , เขาสัตว์ , คงกะพัน , เครื่องรางโบราณ , เขากวางหด , เขี้ยวเสื้อ , มหาอุต , เครื่องรางของขลัง , เครื่องรางทนสิทธิ์


ข้อมูล การชำระเงิน
ชำระเงินแบบอื่นๆ
ตกลงกันอีกครั้งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย

ข้อมูล การรับ-ส่งสินค้า
การรับ ส่งสินค้ารูปแบบอื่นๆ
ตกลงกันอีกครั้งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย







สินค้าใกล้เคียง

พญาคชสีห์ สิงหเดชะ หลวงปู่ทิม วัดพระขาว ...

ไม่ระบุ ฿

สุวัสสพระเ





ขายคอนโด , จักรยานพับได้ , ขายแมว , จักรยานฟิกเกียร์ , แว่นตาแฟชั่น , ตู้เชื่อม , ทัวร์มัลดีฟ , พัดลมอุตสาหกรรม , ใบตัด , แป้งโฟมเกาหลี , ครีม joa , พระรอด , ขายของออนไลน์ , ความสวย ความงาม , รีวิวเครื่องสำอาง , แต่งหน้า , ทรงผม , ทำเล็บ , เสื้อผ้าแฟชั่น , ความรัก , ดูดวง , กินเที่ยว , วาไรตี้ , ข่าวใหม่ , ข่าวดารา , ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยว , การเดินทาง , รีวิวโรงแรม , รีวิวอาหาร , รีวิวร้านอาหาร